เคล็ดลับสุขภาพ

“ตาขี้เกียจ” รักษาได้ภายใน 7 ขวบ

“ตาขี้เกียจ” รักษาได้ภายใน 7 ขวบ



      โรคตาในเด็กนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ทำให้พ่อแม่มือใหม่ทั้งหลายจำเป็นจะต้องเอาใจใส่ให้มากทั้งเพื่อป้องกันและรักษา แต่เชื่อว่ายังมีพ่อแม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงไม่รู้จักโรค “ตาขี้เกียจ” ว่าคืออะไร อาการเป็นแบบไหน และมีวิธีการรักษาอะไรบ้าง ทั้งๆ ที่โรคนี้พบได้ในเด็กมากถึง 2 – 5 % แต่ก็ยังมีพ่อแม่บางคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้ว่าลูกตัวเองมีอาการของโรคดังกล่าวและละเลยการรักษาไปอย่างน่าเสียดาย เพราะโรคตาขี้เกียจนี้มีช่วงการรักษาได้เพียงแค่ 7 ขวบเท่านั้น หากรู้ช้ากว่า 7 ขวบ โอกาสรักษาให้หายแทบไม่มีเลย

      พญ.เฉลา พงษ์ประยูร จักษุแพทย์ประจำศูนย์ RSU Eye Madical Center เริ่มต้นอธิบายถึงการพัฒนาการของลูกตามนุษย์ว่า โดยปกติแล้วการมองเห็นของคนเราไม่ได้สมบูรณ์มาตั้งแต่แรกเกิด แต่จะมีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 6- 7 ขวบ การพัฒนาของดวงตาและการมองเห็นจึงจะครบถ้วนสมบูรณ์

                       แต่ก็มีเด็กอีกประมาณ 2-5% ที่มีปัญหาที่ทำให้การพัฒนาการของดวงตาและการมองเห็นเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ อาทิ ภาวะตาเข ซึ่งเป็นภาวะที่แนวการมองเห็นของตาทั้งสองข้างไม่ขนานกัน และทำให้เห็นภาพเป็นภาพซ้อน แต่สมองเด็กจะมีการปรับพัฒนาให้ขจัดภาพซ้อนออกไป โดยการสร้างจุดบอดมาบดบังภาพที่เกิดจากตาเข ก็จะกลายเป็นว่า ใช้ตามองเพียงข้างเดียว เพื่อให้มองเห็นภาพดีภาพเดียว หรือภาวะสายตาผิดปกติมากๆ เช่นสายตาข้างหนึ่งสั้นมาก อีกข้างหนึ่งปกติ เป็นภาวะที่แสงไม่สามารถรวมภาพได้ชัดเจนที่จอประสาทตา เด็กจะมองไม่ชัด และหากทิ้งไว้นานสมองก็จะจำเอาไว้ว่าภาพนี้คือภาพที่ชัดที่สุดแล้ว หรือภาวะอื่นๆ เช่น หนังตาตกจนปิดรูม่านตา เป็นต้น

      ทั้งนี้ ภาวะต่างๆ ข้างต้นนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่แก้ไข ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องแล้ว อาจจะส่งผลให้การพัฒนาของดวงตาหยุดชะงัก และเมื่ออายุของเด็กที่ป่วยเลยไปจนเกิน 7 ขวบแล้ว อาการเหล่านี้จะแก้ไขไม่ได้เพราะการพัฒนาของดวงตาได้ยุติแล้ว ทำให้ดวงตาที่มีภาวะการชะงักของการพัฒนา เสียไปเฉยๆ อย่างน่าเสียดาย เพราะการผิดปกติที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดเพราะดวงตาเสียหรือดวงตาผิดปกติ เพียงแต่มีปัญหาในเรื่องของการพัฒนาเพียงอย่างเดียว

      อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บรรดาคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายก็อาจจะมีความวิตกว่าลูกน้อยของตนเองจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคตาขี้เกียจหรือไม่ และหากเป็นแล้วจะสังเกตและแก้ไขอย่างไร ซึ่งใช่ว่าโรคดังกล่าวนี้จะไม่มีทางป้องกันและแก้ไขกันเสียทีเดียว จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรายนี้เปิดเผยว่าการป้องกันและแก้ไขที่ดีที่สุดของโรคตาขี้เกียจนี้นั้นใช่จะขึ้นอยู่กับจักษุแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว เพราะที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือความเอาใจใส่ของพ่อแม่ผู้ปกครองนั่นเอง

      การป้องกันอย่างแรกก็คือ การเอาใจใส่ลูกน้อยด้วยการสังเกตพฤติกรรมของลูกตั้งแต่ยังแบเบาะ ว่าการมองเห็นของลูกผิดปกติหรือไม่ แต่หากดูไม่รู้หรือไม่แน่ใจ ทางที่ดีควรนำลูกมาพบแพทย์หรือจักษุแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจว่ามีอาการหรือไม่ เพราะหากว่ามีอาการจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

                     “จริงๆ แล้วจักษุแพทย์จะได้ case ตาขี้เกียจส่วนใหญ่จากหมอเด็ก เพราะเดี๋ยวนี้ต้องยอมรับว่าพ่อแม่ตื่นตัวกันมากในเรื่องการเอาใจใส่ด้านสุขภาพของลูก ส่วนใหญ่ก็จะให้หมอเด็กช่วยดูอาการต่างๆ ว่าปกติไหมตั้งแต่แรกเกิดหรือยังเป็นวัยทารกอยู่แล้ว ซึ่งหมอเด็กเองก็จะมีความรู้เรื่องโรคนี้ด้วย ส่วนใหญ่ที่ส่งมาให้หมอตารักษาก็กรณีตรวจเจอจากหมอเด็กนี่แหละค่ะ นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีของการเอาใจใส่ของพ่อแม่จริงๆ แต่ถ้าถามว่าอายุเท่าไหร่ควรจะเอาไปตรวจ หมอว่าตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนก็พามาให้หมอตาตรวจละเอียดอีกทีหนึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะหากมีภาวะผิดปกติจริงๆ จะได้แก้ไขทัน เมื่อก่อนยังมีความเข้าใจผิดกันมากเรื่องแว่นตากับวัยของลูก ที่พ่อแม่บางคนบอกว่า ลูกยังเล็ก อย่าเพิ่งให้ใส่แว่นเลย เดี๋ยวโตค่อยใส่ก็ได้ ซึ่งมันเป็น misconcept เพราะถ้าสายตาผิดปกติมากๆ เช่นสั้นมากๆ หรือเอียงมากๆ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ใส่แว่นแต่เด็กๆ ก็อาจจะก่อให้เกิดโรคตาขี้เกียจได้เหมือนกัน”

      พญ.เฉลาให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า เมื่อพ่อแม่พบว่าลูกมีอาการของโรคตาขี้เกียจแล้ว หากพบในวัยเด็กก่อน 7 ขวบ การรักษาจะทำได้ค่อนข้างง่ายและมีความหวังที่อาการจะหายขาดสูงมาก เพราะการสนองตอบต่อผลการรักษานั้น ยิ่งเริ่มรักษาตั้งแต่อายุน้อยมากเท่าใด ก็จะมีโอกาสได้รับผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งหากพบตอนอายุมากแล้ว ผลการรักษาจะไม่ค่อยดีนัก

      โดยการรักษาจะดูตามสาเหตุที่ปิดกั้นการพัฒนาของดวงตา เช่น กรณีที่มีสายตาผิดปกติ ก็จะแก้ไขด้วยการสวมแว่นตา เด็กจำเป็นจะต้องสวมแว่นไปตลอดเวลาที่ตื่นและทำกิจกรรมในช่วงกลางวัน หรือสำหรับรายที่มีภาวะตาขี้เกียจข้างเดียวและขี้เกียจอยู่ตลอดแม้จะสวมแว่นตา จักษุแพทย์จะแนะนำให้ปิดตาข้างที่ดีเพื่อให้ตาขี้เกียจมีโอกาสได้ใช้บ้าง , การหยอดยาขยายม่านตาบางชนิด เพื่อให้หยอดตาข้างที่ดีเพื่อให้มองไม่ชัด และกระตุ้นให้เด็กพยายามยอมมองโดยใช้ตาขี้เกียจ หรือการผ่าตัดกล้ามเนื้อตาในเด็กที่มีภาวะตาขี้เกียจร่วมกับความผิดปกติแบบตาเข โดยการรักษาแบบนี้จำเป็นจะต้องได้รับการรักษาแบบปิดตาข้างที่ดีจนเป็นที่น่าพอใจและแก้ไขด้วยการสวมแว่นตาก่อนจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว

      “ที่บอกว่าพ่อแม่มีความสำคัญมากพอๆ กับหมอก็คือ ในส่วนของการดูแลให้ตาขี้เกียจได้ใช้ เช่นตัดแว่น หรือปิดตาข้างที่ดีนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยความเอาใจใส่ของพ่อแม่เป็นสำคัญ ที่จะดูแลให้การแก้ไขนั้นๆ เป็นไปได้ด้วยดี คือถ้าเด็กเล็กพ่อแม่อาจจะต้องมีทริคในการหลอกล่อให้การแก้ไขลุล่วงไปได้เช่น หากยอมปิดตาก็จะได้เล่นเกม แต่ต้องเล่นเกมด้วยตาข้างที่ขี้เกียจ เพื่อให้ดวงตาได้รับการใช้ให้สมดุลเท่าๆ กัน ซึ่งหากพบแต่เนิ่นๆ และไม่มีความผิดปกติทางพยาธิสภาพของดวงตาแล้ว การแก้ไขตาขี้เกียจด้วยการปิดตาข้างดีนั้น อาจจะกินเวลาการรักษาแค่ 3 – 4 เดือน ดวงตาก็จะหายเป็นปกติ แต่หากปิดตานานเกินไป โดยพ่อแม่ไม่ได้พากลับมาตรวจระดับการมองเห็นในตาข้างดีที่ถูกปิด ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะตาขี้เกียจกับตาข้างดีเลยก็ได้ ทางที่ดีก็คือพ่อแม่ควรเอาใจใส่และพาลูกมาพบจักษุแพทย์ตามกำหนด” จักษุแพทย์ประจำศูนย์ฯ กล่าวทิ้งท้าย



ที่มา : manager.co.th

Tags ?

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน