Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

ลูกๆ ติดเกมส์-โซเชียลฯเสี่ยง “ตาเสื่อม-ก้าวร้าว-แปรปรวน”

ลูกๆ ติดเกมส์-โซเชียลฯเสี่ยง “ตาเสื่อม-ก้าวร้าว-แปรปรวน”



     วัยรุ่นยุคดิจิทัลวุ่นอยู่กับโซเชียลมีเดียค่อนวัน ติดเกมกันข้ามคืนคืน พัวพันอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ตลอด อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและสภาวะอารมณ์ ควรป้องกันก่อนป่วยด้วยการตรวจสุขภาพสายตาเด็ก และการเข้ารับการปรึกษาปัญหาจิตเวชกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับมือได้ทันท่วงที #อย่าปล่อยให้แปรปรวน

ติดจอ ส่อตาพัง
     “หากลูกของคุณนั่งเฝ้าอยู่หน้าจออุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ไม่ขยับ อาการแบบนี้อาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพทางการมองเห็นได้ เช่น ภาวะสายตาสั้น หรือ ภาวะจอตาเสื่อมที่มักเกิดกับผู้สูงอายุ ภาวะดังกล่าวอาจมาเยือนลูกคุณก่อนวัยอันควร ตามด้วยอาการ CVS (Computer Vision Syndrome) คือโรคที่มาจากการใช้คอมพิวเตอร์อย่างหนัก จดจ่อกับหน้าจอมากเกินไป ไม่ได้พักสายตา อาการแบบนี้สามารถรักษาได้โดยการปรับพฤติกรรม”
     “พญ.รัติยา พรชัยสุรีย์ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคตาเด็ก แพทย์ที่ปรึกษาโรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า พ่อแม่ทุกคนควรหันมาใส่ใจให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพดวงตาของเด็ก เนื่องจากดวงตาเปรียบเสมือนหน้าต่างของสมอง เพราะในเด็กเล็กนั้นพัฒนาการและทักษะต่าง ๆ ยังไม่พัฒนาเต็มที่

     ดังนั้น เด็กจะรับรู้เรื่องราวผ่านการมองเห็นมากที่สุด โดยเฉพาะ 4 ปีแรก เด็กจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ซึ่งหากเด็กมีปัญหาการมองเห็นไม่สมบูรณ์หรือการรับภาพไม่ชัดเจน ก็อาจส่งผลต่อการประมวลผลข้อมูลที่ส่งไปยังสมองและการกระทบต่อพัฒนาการด้าน การเรียนรู้ของเด็ก(จักษุแพทย์ หรือ แพทย์ทางด้านสายตา) กล่าว

เก็บตาใสๆ ไว้ท่องโลกกว้าง
     ยังมีผู้คนที่ต้องพบปะไปยันแก่เฒ่า ยังมีความรู้ในหนังสือที่น่าอ่านอีกเป็นล้านเล่ม ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่รูปถ่ายเก็บอารมณ์ไว้ได้ไม่หมด แทบทุกสิ่งใช้ตาชื่นชมเป็นด่านแรก ฉะนั้นสอนเขาและตัวคุณเองด้วยแรงบันดาลใจเชิงภาพที่จะช่วยเขารักษาตาคู่น้อยไว้ให้นาน

     1. วางจอให้พอดี จากข้อมูลของ American Optometric Association เผยว่า ควรวางจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาประมาณ 15 ถึง 20 องศา และ สายตาอยู่ห่างจากจอสักหนึ่งช่วงแขน
     2. ปรับแสงระหว่างใช้งาน ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือในที่ที่มีแสงไฟเพียงพอ กรณีปิดไฟในห้อง ให้ลดระดับความจ้าของอุปกรณ์ลง
     3. เลือกเกมฝึกทักษะ พ่อแม่ควร ทำความรู้จักกับเกมสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิต และผลักดันให้ลูกเลือกเล่นประเภทวางแผนคุมทีมกีฬา เกมสร้างบ้านสร้างเมือง เกมคำศัพท์ หรือการคำนวณ เป็นอันดับแรกๆ
     4. เล่นเป็นเวลา ต้องรู้จักตั้งกฎเล่นเกม เวลาไหนให้ลูกเล่นได้ และเวลาไหนไม่ควรเล่น นอกจากนั้นยังรู้จักให้รางวัลลูก หลังความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ บางอย่าง แล้วจึงปล่อยให้เล่นเกมได้

     ส่วนในเรื่องของการนำไปสู่ภาวะอารมณ์แปรปรวนในเด็กและวัยรุ่น พญ.กมลวิสาข์ เตชะพูลผล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพญาไท 2 เผยว่า “มีหลายปัจจัยที่ทำให้เด็กติดเกม พ่อแม่หลายท่านอาจมองข้ามประเด็นเหล่านี้ หนึ่ง-เด็กมีภาวะซึมเศร้า จึงหาทางออกด้วยการอยู่กับตัวเอง สอง-เด็กอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน เพราะพวกเขาต้องเข้าสังคม เมื่อเพื่อนคุยเรื่องเกม เด็กต้องคุยกับเพื่อนรู้เรื่อง สาม-เด็กสมาธิสั้น ไม่สามารถใช้เวลาจดจ่อ กับอะไรได้นานๆ จึงหันมาเล่นเกม”

หัวร้อน ก้าวร้าว เอาแต่ใจ
     อารมณ์และพฤติกรรมที่ไม่ปกติ ประการแรก-ลูกมีอารมณ์ฉุนเฉียว ก้าวร้าว อาละวาด แสดงออกทางอารมณ์ไม่เหมาะสมกับพ่อแม่ เมื่อคุณกำลังตักเตือนว่าใช้เวลาในการเล่นมากเกินไปแล้ว ถัดมา- ลูกเรียกร้อง เปลี่ยนมือถือรุ่นล่าหรือเกมสุดฮิตตลอดเวลา พฤติกรรมที่กล่าวไปทั้งหมด เราเรียกรวมๆ ว่า “ภาวะทางจิตเวช”
     “คุณพ่อคุณแม่ควรรีบเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านจิตวิทยาเด็ก ถ้าปล่อยทิ้งไว้ อาจส่งผลกระทบต่อสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง และอาจทำให้พัฒนาการของเด็กช้าลง แพทย์จะสามารถวางแผนช่วยเหลือในการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับตัวเด็ก ครอบครัว และสิ่งแวดล้อม” แพทย์หญิงกมลวิสาข์ กล่าวเพิ่มเติม

     เพื่อให้พวกเขาโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทั้งกายและใจ อย่าให้เขามีเพื่อนสนิทเป็นเกมคอมพิวเตอร์ หรือโซเชียล มีเดีย เท่านั้น #อย่าปล่อยให้แปรปรวน




รพ.พญาไท 2

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน