Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

เคล็ดลับกินอาหาร 10 ชนิดบำรุงตับและขจัดสารพิษ

เคล็ดลับกินอาหาร 10 ชนิดบำรุงตับและขจัดสารพิษ



     “ตับ” อวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกายที่เราอาจจะไม่ค่อยได้พูดถึงกันเท่าไหร่นัก แต่รู้กันหรือไม่ว่าตับนั้นเป็นอวัยวะที่เรียกได้ว่า สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ภายในร่างกายเลยทีเดียว นอกจากที่เราจะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าการดื่มสุรา หรือแอลกอฮอล์มากไปนั้นจะทำให้ตับแข็งได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตับของมนุษย์เรานั้นยังต้องรับบทบาทหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย เปรียบเหมือนโรงงานของร่างกายเลยก็ว่าได้ หน้าที่หลักๆ ของตับที่เราจะพูดถึงก็คือ เป็นหน่วยกักเก็บแร่ธาตุและวิตามิน สังเคราะห์อาหารเป็นพลังงานแบบต่างๆ ตามที่ร่างกายต้องการทั้งน้ำตาล โปรตีน หรือไขมัน ช่วยกำจัดของเสียหรือสารพิษในเลือดและร่างกาย กักเก็บสารเคมีตกค้างจากยารักษาโรคและช่วยผลิตพลังงานให้แก่ร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับผลกระทบจากตัวกระตุ้นต่างๆ ทั้งสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน เชื้อโรคหรือสารพิษที่มองไม่เห็น จึงทำให้ตับของเราป่วยได้ง่าย

     วันนี้ Thaiza จึงนำเคล็ดลับการเลือกรับประทานอาหารดีๆ เพื่อช่วยขจัดสารพิษที่แอบสะสมอยู่ภายในตับของเรา และยังช่วยบำรุงสุขภาพตับให้แข็งแรง ตามไปดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง!

    1. มะเขือเทศ

    มะเขือเทศเป็นแหล่งของโปรตีนที่สำคัญอย่างกลูตาไธโอน (glutathione) ซึ่งมีส่วนช่วยกำจัดสารพิษออกจากตับและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ดูเปล่งปลั่งกว่าที่เคย นอกจากนี้ในมะเขือเทศยังมีไลโคปีน (lycopene) ที่จะช่วยปกป้องร่างกายจากมะเร็งปอด ผิวหนังและมะเร็งเต้านม

    2. เกรปฟรุต

    เกรปฟรุต อาจเป็นผลไม้ที่ยังไม่มีชื่อเสียงมากนักในวงกว้างและคุณผู้อ่านบางท่านก็อาจจะสับสนว่าเกรปฟรุตคือส้มโอ ซึ่งจริงๆ แล้ว เกรปฟรุตก็เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกันกับส้มโอนั่นเองค่ะ ในเกรปฟรุตมี สารกลูต้าไธโอนเช่นเดียวกับมะเขือเทศ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามิน C และสารต่อต้านอนุมูลอิสระเพื่อช่วยกระตุ้นการผลิตเอ็นไซม์ในการกำจัดสารพิษให้มากขึ้น ทำให้ตับของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    3. ผลไม้ตระกูลส้ม

    ผลไม้ตระกูลส้ม ไม่ว่าจะเป็น ส้ม หรือมะนาว เป็นผลไม้อันดับต้นๆ ที่มีวิตามิน C สูง ซึ่งเจ้าวิตามิน C นี้มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของตับและช่วยสร้างเสริมการสังเคราะห์สารเคมีให้สามารถดูดซึมได้ด้วยน้ำ

    4. ขมิ้น

    ขมิ้นเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ดีที่สุดในการช่วยบำรุงสุขภาพตับ โดยขมิ้นนี้จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับสารพิษให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขับสารก่อมะเร็งในร่างกายให้หมดไป

    5. แอปเปิ้ล

    ราคาของแอปเปิ้ลต่อลูกอาจสูงไปสักหน่อยแต่เชื่อเถอะว่าแอปเปิ้ลมีประโยชน์มากมายจริงๆ ค่ะ ทั้งสารเพคติน (pectin) ที่จะช่วยขจัดสารพิษที่สะสมอยู่ในตับและลำไส้ หากเพื่อนๆ ทานแอปเปิ้ลเป็นประจำร่างกายก็จะกำจัดสารพิษได้อย่างหมดจดยิ่งขึ้นอีกด้วย

    6. กระเทียม

    แม้กระเทียมจะเป็นสมุนไพรที่กลิ่นของมันไม่หอมเย้ายวนทว่าก็เต็มไปด้วยสรรพคุณทางยาที่จะช่วยบำรุงร่างกายของเราให้แข็งแรง เนื่องจากกระเทียมมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของระบบตับคือ อัลลิซิน (Allicin) และเซเลเนียม (Selenium) อีกทั้งยังมีซัลเฟอร์ที่จะช่วยกระตุ้นเอนไซม์ในการกำจัดสารพิษออกจากตับ

    7. ผักใบเขียว

    เมื่อพูดถึง ผัก เพื่อนๆหลายก็คงอยากข้ามข้อนี้ผ่านไปแต่ก่อนที่จะผ่านไป ลองอ่านกันดูซักหน่อยนะคะ เนื่องจากพืชผักใบเขียวบางชนิดก็มีรสชาติที่อร่อยไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยคลอโรฟิลด์ ที่มีคุณประโยชน์มากมาย อาทิ ช่วยผลิตกรดน้ำดี (bile acids) และช่วยรักษาสมดุลของปริมาณโลหะหนัก และ สารพิษ ในร่างกาย

    8. น้ำมันมะกอก

    ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันสกัดเย็นชนิดอื่นๆ อย่างน้ำมันจากเมล็ดแฟลกซ์ ล้วนมีส่วนช่วยสนับสนุนและบำรุงสุขภาพตับให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเจ้าน้ำมันมะกอกนี้มีบทบาทเป็นของเหลวขั้นพื้นฐานที่จะช่วยดูดซึมสารพิษในร่างกาย

    9. ธัญพืช

    ในปัจจุบันเรามีธัญพืชหลากหลายชนิดให้เลือกรับประทาน แต่สำหรับธัญพืชที่มีคุณประโยชน์สูงสุดก็คงจะหนีไม่พ้น ควินัว (quinoa) ข้าวฟ่าง (millet) และเมล็ดบักวีต (buckwheat) ธัญพืชทั้งสามชนิดนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการกำจัดสารพิษ

    10. กะหล่ำดาว

    เพื่อนๆ อาจจะยังไม่คุ้นหูกับชื่อของเจ้ากะหล่ำดาว หรือ Brussels sprout ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับกะหล่ำปลีนั่นเอง ในกะหล่ำดาวมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า glucosinolate ซึ่งมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้ตับผลิตเอนไซม์บางชนิดเพื่อปกป้องร่างกายจากสารพิษที่พบได้จากอาหารการกินและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

     เพื่อนๆ คงทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่าตับเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่แพ้อวัยวะส่วนอื่นๆ ฉะนั้นคงไม่สายเกินไปหากเราจะเริ่มหันมาดูแลสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้



Sources: www.davidwolfe.com
www.siamhealth.net
www.academic.oup.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน