เคล็ดลับสุขภาพ

เมื่อต้องเดินทาง...โดยเครื่องบิน

เมื่อต้องเดินทาง...โดยเครื่องบิน



นอ.นพ.สุกิตติ ปาณปุณณัง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับย้ายผู้ป่วย

       “เครื่องบิน” พาหนะที่ช่วยอำนวยความสะดวกและรวดเร็วให้คุณในการเดินทาง แต่ถ้าคุณมีปัญหาสุขภาพหรือตั้งครรภ์ ลองมาดูกันว่าคุณเป็นหนึ่งในข้อห้ามของการเดินทางด้วยเครื่องบินหรือไม่ และควรทำอย่างไรหากคุณต้องใช้เวลาในการบินนานๆ

    การเดินทางทางอากาศกับการเปลี่ยนแปลงในระบบสรีรวิทยาของร่างกาย
      การเดินทางทางอากาศมีความแตกต่างจากสภาพแวดล้อมบนพื้นโลกปกติ ซึ่งอาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางระบบสรีรวิทยาของร่างกายดังต่อไปนี้

     ภาวะพร่องออกซิเจน เมื่อเครื่องบินขึ้นสู่ที่สูงความหนาแน่นของอากาศจะลดลง ทำให้ปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ใช้ในการหายใจลดลงไปด้วย ร่างกายจึงได้รับก๊าซออกซิเจนในการหายใจลดลง แต่เครื่องบินพาณิชย์จะทำการปรับความกดดันบรรยากาศของห้องผู้โดยสารให้อยู่ในระดับความสูง 5,000-8,000 ฟุต ในขณะที่ระดับความสูงภายนอกอยู่ที่ 30,000 ฟุต ในภาวะนี้ความกดดันของก๊าซออกซิเจนในห้องผู้โดยสารจะลดลงเหลือประมาณ 85% ของภาวะปกติ ซึ่งปริมาณก๊าซออกซิเจนในระดับนี้ไม่มีอันตรายใดๆ ต่อสุขภาพของผู้ที่มีสุขภาพปกติ แต่ในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพร่างกายที่มีความไวต่อการขาดก๊าซออกซิเจน เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคโลหิตจาง หรือโรคลมชัก อาจเกิดปัญหาขึ้นได้

     ความเปลี่ยนแปลงความกดดันบรรยากาศ ขณะทำการบินสูงขึ้นไป ความกดดันบรรยากาศจะลดลง และเมื่อทำการบินลงความกดดันของบรรยากาศจะเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลต่อสรีรวิทยาที่สำคัญคือก๊าซ ซึ่งขังอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ ก๊าซที่อยู่ตามโพรงหรือช่องตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ช่องหูชั้นกลาง โพรงไซนัส โพรงรากฟัน ปอด กระเพาะอาหารและลำไส้ เมื่อบินสูงขึ้นไปก๊าซดังกล่าวจะขยายตัว เนื่องจากความกดดันบรรยากาศลดลง อาจทำให้เกิดแรงดันต่ออวัยวะส่วนนั้นๆ ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหู ปวดไซนัส แน่นหน้าอก แน่นท้อง มากกว่าปกติ 

   กลุ่มโรคต่างๆ ที่ควรทราบในการเดินทางโดยเครื่องบิน

      โรคติดเชื้อ ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจอาจกระจายไปสู่ผู้โดยสารอื่นได้หรือมีอาการเป็นที่น่ารังเกียจของผู้อื่น ไม่ควรเดินทางโดยเครื่องบินจนกว่าจะหายดีหรืออยู่ในภาวะที่ไม่ติดต่อแล้ว เช่น วัณโรคปอด ต้องกินยาจนตรวจเสมหะไม่พบเชื้อแล้ว
      โรคทางระบบสมอง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือเส้นโลหิตในสมองแตก ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับเซลล์สมองได้รับก๊าซออกซิเจนน้อยอยู่แล้ว เมื่อมาประสบภาวะพร่องก๊าซออกซิเจนจากการโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรจะรอให้อาการทางสมองหายเป็นปกติหรือมีอาการคงที่อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนการเดินทาง
      โรคระบบทางเดินอาหาร ควรระวังเกี่ยวกับภาวะขยายตัวของก๊าซที่อยู่ในทางเดินอาหาร โดยปกติอากาศจะขยายตัวประมาณ 1.3 เท่าของปริมาตรในเครื่องบินโดยสารทั่วไป ดังนั้นผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดในช่องท้องควรรอเวลาให้ก๊าซในช่องท้องถูกดูดซึมหมดก่อนซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
      ภาวะโลหิตจาง จะเสี่ยงอันตรายจากภาวะพร่องก๊าซออกซิเจนจากการเดินทางโดยเครื่องบิน ทำให้มีอาการมากขึ้น ดังนั้นในกรณีที่มีความเข้มข้นของฮีโมโกลบินต่ำกว่า 10 กรัม/เดซิลิตรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และถ้าค่าฮีโมโกลบินน้อยกว่า 7.5 กรัม/เดซิลิตร ก็ไม่ควรโดยสารทางอากาศ
      โรคเบาหวาน เนื่องจากการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงเวลา ทำให้เกิดความสับสนในการกินอาหารและยารักษาเบาหวาน สิ่งแรกที่ควรทำคือติดต่อสายการบินเพื่อขอให้จัดเตรียมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และควรนำยารักษาเบาหวานติดตัวขึ้นเครื่องบินไปด้วยทั้งชนิดยาฉีดพร้อมอุปกรณ์และชนิดยากิน
      ภาวะทางจิตเวช ผู้ป่วยทางจิตเวชต้องได้รับคำรับรองจากแพทย์ผู้รักษาว่าอาการสงบและมีความปลอดภัยในการเดินทาง โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีภาวะทางจิตประสาทต้องไม่มีอาการใน 2 สัปดาห์จึงจะสามารถเดินทางได้ หากต้องการเดินทางก่อนต้องมีแพทย์เดินทางไปด้วย

   หญิงตั้งครรภ์เดินทางโดยเครื่องบินได้หรือไม่ ?

       การเดินทางโดยเครื่องบินไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อแม่หรือเด็ก แต่สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ การหลีกเลี่ยงการคลอดบนเครื่องบิน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และเด็กได้ ดังนั้นการพิจารณาผู้โดยสารเหล่านี้จึงใช้หลักว่าไม่น่าจะมีการคลอดเกิดขึ้นบนเครื่องบิน

       อย่างไรก็ดีแม้ว่าการเดินทางในปัจจุบันจะมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆ ท่านก็ยังมีความกังวลอยู่ไม่น้อยว่าในระหว่างตั้งครรภ์จะสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้หรือไม่ ถ้าสามารถเดินทางได้ช่วงระยะเวลาไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด และควรจะเตรียมตัวอย่างไรให้การเดินทางนั้นราบรื่นและปลอดภัยทั้งคุณแม่และคุณลูก

       สำหรับคุณแม่ที่มีสุขภาพครรภ์แข็งแรง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้ตามปกติ ซึ่งการเดินทางของคุณแม่ตั้งครรภ์จะถูกแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงดังนี้

            ไตรมาสที่ 1 (0-3 เดือน)
            การเดินทางในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์สามารถทำได้ แต่คุณแม่ควรจะเพิ่มความระมัดระวังและดูแลตัวเองให้มากขึ้น เนื่องจากในช่วง 3 เดือนแรกเป็นช่วงที่ยังเสี่ยงต่อการแท้งได้ง่าย นอกจากนี้ในคุณแม่บางรายอาจยังมีอาการแพ้ท้องอยู่ จึงทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ รวมทั้งทำให้รู้สึกไม่สบายตัวระหว่างการเดินทางได้ ถ้าคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องมากควรรอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อนแล้วค่อยเดินทาง

            ไตรมาสที่ 2 (4-6 เดือน)
            การเดินทางของคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะผ่านช่วงความเสี่ยงต่อการแท้งของช่วง 3 เดือนแรกมาแล้ว ร่างกายแข็งแรงขึ้น สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น และอาการแพ้ท้องต่างๆ จะค่อยๆ หายไปเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวมากขึ้น

            ไตรมาสที่ 3 (7-9 เดือน)
            การเดินทางในไตรมาสที่ 3 จะเป็นช่วงที่มีข้อจำกัดจากทางสายการบินมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงใกล้คลอด และเพื่อป้องกันการคลอดระหว่างเดินทาง สายการบินส่วนใหญ่จึงห้ามคุณแม่ที่มีอายุครรภ์มากกว่า 36 สัปดาห์เดินทาง และหากเป็นการตั้งครรภ์ที่ 2 ขึ้นไป บางสายการบินจะกำหนดห้ามบินไว้ที่ 32 สัปดาห์ แต่สำหรับการเดินทางระยะสั้นที่ใช้ระยะเวลาเดินทางไม่เกิน 4 ชั่วโมงอาจมีการยืดหยุ่นได้บ้าง ในช่วงอายุที่ 30-36 สัปดาห์ คุณแม่จะต้องมีใบรับรองแพทย์ซึ่งออกก่อนการเดินทางไม่เกิน 3 วัน

       การเลือกที่นั่งสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

         - ในด้านความสะดวกคือ ที่นั่งที่อยู่เก้าอี้แถวหน้า ริมทางเดิน
         - ในด้านความสบาย ควรอยู่ช่วงกลางลำและอยู่ระหว่างปีกของเครื่องบินทั้งสองข้าง เพราะเป็นช่วงที่มีแรงเหวี่ยงน้อยที่สุด

      เด็กและทารกที่ต้องเดินทางโดยเครื่องบิน

       สำหรับเด็กคลอดใหม่ควรรออย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนการเดินทางบนเครื่องบิน เพื่อรอให้ระบบการหายใจเป็นปกติสมบูรณ์ดี
ปัญหาสำคัญของเด็กคือ การปวดหู สามารถแก้ไขได้โดยการพยายามให้เด็กดูดน้ำหรือนม หรือเคี้ยวขนมขณะเปลี่ยนแปลงระดับความสูงอาจจะช่วยได้บ้าง

   ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมีข้อจำกัดในการเดินทางโดยเครื่องบินหรือไม่ ?

        ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาจากการพร่องออกซิเจนมีความสำคัญมาก ที่ระดับความสูงภายในเครื่องบินประมาณ 8,000 ฟุต ความกดดันย่อยของออกซิเจนลดลง ทำให้ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดลดลง ในคนปกติทั่วๆ ไปจะสามารถปรับตัวได้ด้วยการเพิ่มอัตราการหายใจและการเต้นของหัวใจ แต่ในผู้ป่วยโรคหัวใจบางรายก็ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ต้องได้ออกซิเจนเพิ่ม หรือบางรายก็ไม่ควรเดินทาง

      เส้นเลือดหัวใจตีบ : ถ้าอาการคงที่ คือ อาการหายไปเมื่อพัก และสามารถเดินได้ไกล 50 เมตร หรือขึ้นบันไดเครื่องบินได้ โดยไม่เหนื่อยหรือเกิดอาการ สามารถเดินทางได้ แต่แพทย์ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยมียาติดตัวตลอดเวลา และควรมีการดำเนินการเพื่อมิให้เกิดความเครียดจากการเดินทาง

      กล้ามเนื้อหัวใจตาย : โดยทั่วไปควรรอถึง 6 สัปดาห์ และไม่มีภาวะหัวใจวายหรือเจ็บหน้าอก ก็สามารถเดินทางได้ สำหรับในรายที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนถ้าต้องการเดินทางภายใน 2 สัปดาห์ แพทย์ของสายการบินจะเป็นผู้พิจารณาเอง แต่ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน ควรรอนานกว่านี้จนกว่าอาการจะคงที่มากขึ้น

      ภาวะหัวใจล้มเหลว (severe decompensated heart failure) : เป็นข้อห้ามในการเดินทาง ยกเว้นบางรายที่
       - ไม่มีอาการเจ็บหน้าอก
       - ไม่มีอาการหอบหรือหายใจตื้นขณะพัก
       - ถ้าสามารถเดินบนพื้นราบได้ไกล 50 เมตร หรือขึ้นบันไดเครื่องบินได้โดยไม่เกิดอาการ

      ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ (coronary artery bypass grafting; CABG): ไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาในการเดินทางถ้าหลังจากผ่าตัดไม่มีภาวะแทรกซ้อน ในรายที่หายเป็นปกติ บางรายเพียงแค่ 2 สัปดาห์ก็อาจเดินทางได้ โดยต้องมีการทดสอบเพื่อให้มั่นใจก่อนว่าอาการคงที่ และไม่มีภาวะหัวใจวายหรือการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ

      ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดขยายเส้นเลือดด้วยลูกโป่ง (percutaneous transluminal coronary angioplasty; PTCA): ในรายที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและสามารถทำกิจกรรมหลังการผ่าตัดได้เหมือนปกติแล้วจะไม่มีปัญหาในการเดินทางด้วยเครื่องบิน อย่างไรก็ตามควรทำการประเมินผลก่อนการเดินทาง

แนวทางในการพิจารณางดหรืออนุญาตการเดินทางของผู้โดยสาร
         ในกรณีทั่วไปสามารถใช้ใบรับรองแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยได้ แต่ในกรณีผู้ป่วยหนักที่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนหรือผู้ป่วยที่ต้องนอนไปตลอดทาง (stretcher) หรืออาการไม่คงที่ หรือเพิ่งผ่าตัด ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยเส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตกภายใน 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยที่ต้องได้อาหารพิเศษ และอื่นๆ ในกรณีที่ไม่แน่ใจ จำเป็นต้องเขียนใบ MADIF (medical information form) ส่งให้สายการบินก่อน โดยแต่ละสายการบินจะมีแพทย์ประจำสายการบินเป็นผู้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะใช้เวลา 3-5 วันทำการก่อนเดินทาง

    ข้อแนะนำสำหรับผู้โดยสารที่ต้องเดินทางทางอากาศเป็นเวลานานควรปฏิบัติดังนี้    

    - มีการเคลื่อนไหว เช่น ขยับขาบ่อยๆ เพื่อให้เกิดการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น หรือลุกมาเดินในห้องโดยสารทุกๆ ชั่วโมง

    - ไม่ควรนอนหลับในท่าที่ส่วนขาของร่างกายถูกกด หรือใช้ยานอนหลับ เพราะจะทำให้หลับลึก และไม่รู้สึกเวลาถูกกดทับเป็นเวลานานๆ

    - ดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนขึ้นบินและขณะระหว่างบิน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในกรณีที่ต้องบินนานๆ เพราะทำให้ปัสสาวะบ่อยและเส้นเลือดขยายตัว ซึ่งเป็นสาเหตุส่งเสริมการเกิดเส้นเลือดที่ขาอุดตันได้

    - หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น น้ำอัดลม ถั่ว ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เพราะแก๊สจะขยายตัวมากขึ้นเวลาเครื่องบินบินในระดับสูง

    - หากเลือกที่นั่งโดยพิจารณาถึงความสบาย ควรเลือกที่นั่งที่อยู่ช่วงกลางลำและอยู่ระหว่างปีกของเครื่องบินทั้งสองข้าง เพราะเป็นช่วงที่มีแรงเหวี่ยงน้อยที่สุด

    - มั่นใจว่ามีการเตรียมยาเป็นอย่างดี ครบถ้วน และติดตัวตลอดเวลา

    - ควรมีหนังสือหรือตารางแสดงการรับประทานยาแยกไว้ติดตัวอีกหนึ่งชุด กรณีที่ยาหายผู้ให้การช่วยเหลือคนอื่นจะได้ทราบถึงรายละเอียด

    - ควรมีการวางแผนการปรับขนาดและเวลาก่อนหน้าการเดินทางที่ต้องข้ามเส้นแบ่งเวลา

    - ผู้ป่วยที่ติดเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (pacemaker) ควรถือ pacemaker card ติดตัวไปด้วย

    - ประสานกับสายการบินล่วงหน้า กรณีที่ต้องการอาหารพิเศษ ออกซิเจน หรือรถเข็น





ที่มา .... HealthToday

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน