Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

“ประจำเดือน” เลือดเสียจริงหรือ?

“ประจำเดือน” เลือดเสียจริงหรือ?



คุณทราบไหมประจำเดือนคืออะไร?

         ในการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ต้องมีการขยายเผ่าพันธุ์ เพศชายมีการสร้างสเปิร์ม อวัยวะที่ สร้างก็คือ อัณฑะ ในขณะที่ผู้หญิงมีการสร้าง “ไข่” ซึ่งอวัยวะที่สร้างก็คือ รังไข่ นั่นเอง เมื่อมีการผสมกันระหว่างสเปิร์มและไข่ ก็จะได้ออกมาเป็นตัวอ่อนซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดาในที่สุด

ส่วนกลไกการหมุนเวียนของ “ไข่” มีความเกี่ยวพันกับประจำเดือนอย่างไร?

        โดยปกติผู้หญิงจะมีการตกไข่เดือนละหนึ่งครั้ง หมายความว่า “ไข่” จะหลุดออกมาจากรังไข่ แล้วเดินทางตามท่อนำไข่ มาปรากฎที่มดลูก ซึ่งหากในช่วงดังกล่าวมีเพศสัมพันธุ์เกิดขึ้น สเปิร์มก็จะวิ่งเข้าไปในมดลูก เพื่อผสมกับไข่ เกิดเป็นตัวอ่อนขึ้น ซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นทารกในที่สุด

        แล้วเกี่ยวกับประจำเดือนตรงไหน ใจเย็นๆ ครับ กำลังจะถึงแล้ว ตามปกติฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จะหลั่งออกมาทำให้ผนังของมดลูกหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรอรับการฝังตัวของ “ไข่” ที่ได้รับการผสมกับสเปิร์ม เพื่อตัวอ่อนที่ปฏิสนธิขึ้นสามารถเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ แต่หากไข่ไม่ได้รับการผสมจากสเปิร์ม จะเกิดอะไรขึ้น? ระดับของฮอร์โมนจะตกลง

         ทำให้เยื่อบุมดลูกไม่สามารถคงสภาพอยู่ได้ ทำให้เกิดการหลุดลอกตัวของเยื่อบุมดลูก การลอกตัวของมดลูกนี่เองที่กลายมาเป็นเลือดประจำเดือน ซึ่งในทุกๆเดือน หากไข่ที่ตกไม่ได้รับการผสมกับสเปิร์ม ก็จะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนทุกๆ เดือน ดังนั้นประจำเดือนที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เลือดเสียแต่อย่างใด แต่เป็นเยื่อบุมดลูกที่ร่างกายของผู้หญิงสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการฝังตัวของไข่หากแต่ไม่ได้รับการผสมนั่นเอง

       ประจำเดือนในผู้หญิงนั้นมีความแตกต่างกัน บางคนมีมาก บางคนมีน้อย บางคนมาทุก 25 วัน 28 วัน 30 วัน 35 วัน ขึ้นกับสุขภาพของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามปกติแล้วควรจะมาอย่างสม่ำเสมอทุกๆ เดือน สาเหตุที่ประจำเดือนเลื่อน ไม่มาตามกำหนด (ทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์) ที่พบบ่อยที่สุดคือ ภาวะความเครียด หากมีความวิตกกังวล เช่น เตรียมตัวสอบ ทะเลาะกับแฟน มีปัญหาเรื่องการทำงาน หรือมีความขัดแย้งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดภาวะจิตใจไม่ปกติ ส่งผลทำให้ฮอร์โมนมีความผิดปกติไปด้วย ประจำเดือนจึงเลื่อนออกไปในที่สุด โดยที่มิได้ตั้งครรภ์แต่อย่างใด หากเมื่อความเครียดทุเลาเบาบางลง ประจำเดือนก็จะมาในที่สุด

         ไม่ต้องไปรับประทานยาขับประจำเดือนแต่อย่างใด ที่อาจเป็นปัญหาคือ บางคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วแยกไม่ได้ว่าเป็นเพราะตั้งครรภ์หรือเปล่า แบบนี้ต้องตรวจการตั้งครรภ์จากปัสสาวะ โดยอาจไปซื้อชุดตรวจตามร้านขายยาก็ได้ หรือหากต้องการความมั่นใจก็ไปพบแพทย์ให้ตรวจอย่างละเอียดดีที่สุดครับ เพราะอาจมาจากสาเหตุอื่นๆ

         ก็มีเหมือนกันที่บางคนมีประจำเดือนมาห่างมากๆ คือมาทุก 2-3 เดือนเป็นนี้เป็นประจำ แปลว่าร่างกายมีการตกไข่ทุก 2-3 เดือน ซึ่งต่างจากผู้หญิงทั่วไป แต่ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับตัวเขาเองที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่คนที่มีประจำเดือนทิ้งระยะห่างนานแบบนี้มักจะตั้งครรภ์ยากนะ

        นอกจากนี้ยังมีเรื่องน่ารู้สำหรับคุณผู้หญิงอีกหลายเรื่องที่ควรระวังและสังเกต หากคุณมีประจำเดือนมามากๆ ในแต่ละครั้ง อาจทำให้เกิดปัญหาเลือดน้อย หรือ “โลหิตจาง” หรือ “ซีด” ได้นั่นเอง ผลที่ตามมาคือ ขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากในเม็ดเลือดแดงประกอบด้วยฮีโมโกลบิน ที่ประกอบด้วย “ฮีม” กับโปรตีนที่ชื่อ “โกลบิน” ซึ่งฮีมนั้นมีส่วนประกอบสำคัญ

        คือ “ธาตุเหล็ก” ทำหน้าที่จับกับออกซิเจน เพื่อนำไปส่งยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย วิธีการแก้ไขก็คือ ต้องแก้ไขสองอย่าง คือเพิ่มปริมาณของเลือดแดง โดยรับประทาน “ธาตุเหล็ก” เสริมเข้าไป อย่างที่สองคือ ต้องแก้ไขประจำเดือนที่มามากกว่าปกติ ขอแนะนำให้ปรึกษาสูติ-นรีแพทย์ครับ

        ในบางคนอายุ 40-45 ปี อยู่ในช่วงที่ประจำเดือนกำลังจะหมด เพราะฮอร์โมนเพศเริ่มผลิตลดลง มักจะมีความผิดปกติของประจำเดือน เช่น บางคนมาน้อยลง บางคนมามากขึ้น บางคนมาช้าลง บางคนมาถี่ขึ้น กะปริดกะปรอย มาพร้อมๆ กับอาการ “วัยทอง” เช่น อาการร้อนวูบๆ วาบๆ ตามตัว ขี้หงุดหงิด ใครทำอะไรขัดใจนิดหน่อยก็จะพาลโกรธเอาได้ง่ายๆ นอนไม่หลับกระสับกระส่าย

        แต่บางคนอาการก็ไม่มากพอทนได้ ก็จะหายไปเองเมื่อร่างกายปรับตัวได้ แต่บางคนอาการรุนแรงจนทนไม่ไหว รบกวนจิตใจและคุณภาพชีวิตเป็นยิ่งนัก แบบนี้ก็แนะนำว่าปรึกษาสูติ-นรีแพทย์เช่นกัน

        หากไปปรึกษาสูติ-นรีแพทย์แล้วเขาอาจจะให้ฮอร์โมนเพศหญิงเพื่อช่วยในการบรรเทาอาการ ซึ่งแนวทางการรักษานี้ก็เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ยุคหนึ่งไม่แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนเพศหญิงมากๆ นานๆ เพราะมีอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งในระบบสืบพันธุ์สูงขึ้น คือมะเร็งมดลูก รังไข่ รวมถึงมะเร็งเต้านม ยุคถัดมาก็เปลี่ยน แปลงไปบ้าง คือ แพทย์จะแนะนำให้ใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วซึ่งคิดว่าปลอดภัยพอสมควร ส่วนมากจะให้ในผู้ที่มีอาการมากๆ จนอาจทำให้คุณภาพชีวิตเสียไป ไม่แนะนำให้กับทุกคน

        จะเห็นว่าความรู้และแนวทางการรักษามีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด สิ่งที่เราทำ ณ วันนี้แล้วบอกว่าดี บอกว่าถูกต้อง ในอนาคตข้างหน้าอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ โรคบางโรคในอดีตไม่เคยมีคนรู้จัก ปัจจุบันมีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้น บางโรคที่เมื่อก่อนไม่มีแนวทางการรักษา ปัจจุบันรักษาได้ก็มีมากมาย ทุกๆ วันเป็นวันใหม่ครับ การค้นคว้าวิจัย การศึกษาไม่เคยหยุดนิ่ง ความหวังใหม่ๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเกิดขึ้นเสมอ



ที่มา Health Today

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน