Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

เปลือกหัวหอม มีค่า อย่าทิ้ง! คุณประโยชน์ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

เปลือกหัวหอม มีค่า อย่าทิ้ง! คุณประโยชน์ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน



หัวหอมมีคุณประโยชน์ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

      หัวหอม คือผักที่ใช้ประกอบอาหารกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก และต้องมีอยู่ในทุกครัวเรือน ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และมีคุณประโยชน์อุดมอยู่มากมาย แต่ทว่า เปลือกหัวหอมที่เราโยนทิ้งลงถังขยะนั้นกลับมีสรรพคุณที่ซ่อนอยู่ และเมื่อคุณได้รู้ความลับของมันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งเปลือกหัวหอมเหล่านั้นอีกต่อไปค่ะ

      ด้วยผลงานการวิจัยจำนวนมากพิสูจน์ให้เห็นว่า เปลือกหัวหอมมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากซึ่งจะช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายของคุณให้ดีอยู่เสมอ เปลือกหัวหอมสีน้ำตาลด้านนอกของมันเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ เส้นใยอาหาร และฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยบำรุงให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์ และสุขภาพแข็งแรง

       นอกจากนี้เปลือกของหัวหอมยังมีสารที่เรารู้จักกันในชื่อว่า “เควอร์ซิทิน (Quercetin)” ซึ่งช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงอุดตัน ความดันโลหิตสูง มีคุณสมบัติในการระงับอาการทางประสาท และช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรีย ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ และต่อต้านเซลล์มะเร็ง

      เควอร์ซิทิน ส่วนประกอบสำคัญในเปลือกหัวหอมนั้นอุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะมีหน้าที่ในการทำลายสารจะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และอนุมูลอิสระต่างๆ

       ผลการศึกษาพบว่า เปลือกหัวหอมนั้นมีเส้นใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายในน้ำ ซึ่งเส้นใยอาหารชนิดนี้จะช่วยลดการบีบตัวของเส้นเลือดใหญ่ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยขจัดสารพิษในลำไส้เล็ก รักษาสมดุลของค่า pH และป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งเกิดขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือ เปลือกของหัวหอมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ โรคอ้วน และมะเร็งลำไส้ใหญ่

      ในการประกอบอาหาร คุณสามารถนำเปลือกหัวหอมไปปรุงเป็นซุป หรือสตูว์ต่างๆ และยังนำไปสกัดเป็นชาสำหรับดื่มก่อนนอนได้อีกด้วยนะคะ เพียงใส่เปลือกหัวหอมลงในเหยือก เทน้ำร้อนลงไป ปิดฝาพักไว้ประมาณ 15 นาที และนำมาดื่มได้ทันที แต่ขอแนะนำก่อนนะคะว่า สตรีมีครรภ์ และคุณแม่ลูกอ่อนไม่ควรนำเปลือกหัวหอมมาใช่ประกอบอาหาร ถ้าจะให้ดีเพียงนำเนื้อของมันมาทำอาหารก็เพียงพอค่ะ




www.finelivingadvice.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน