Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

ความแตกต่างของน้ำมันมะพร้าว 2 ชนิด และเคล็ดลับในการเลือกซื้อ

ความแตกต่างของน้ำมันมะพร้าว 2 ชนิด และเคล็ดลับในการเลือกซื้อ



    หากพูดถึงน้ำมันสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ น้ำมันชนิดหนึ่งที่ต้องติดโผอย่างแน่นอนก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” นั่นเอง เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองจากงานวิจัยทั้ง 1,500 ชิ้นว่าน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติทางการแพทย์ และมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาลเลยทีเดียว กล่าวคือ ในน้ำมันมะพร้าวจะมีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ เช่น กรดลอริก (Lauric acid) กรดคาพริก (Capric acid) กรดคาไพรลิก (Caprylic acid) ซึ่งกรดเหล่านี้พบได้ในน้ำมันมะพร้าวมากถึง 62% โดยส่วนมากเป็นกรดไขมันอิ่มตัวทั้งสิ้น

    กรดไขมันเหล่านี้มีสรรพคุณในการต่อต้านเชื้อโรค และเชื้อรา ช่วยเรื่องการดูดซึมไขมันเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ง่ายขึ้น ทำให้ร่างกายมีไขมันน้อยลง ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น การติดเชื้อในไต โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โรคอัลไซเมอร์ โรงมะเร็ง บำรุงผิวพรรณ และช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย

    นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าวยังสามารถนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ความงามได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันทาผิว แก้คัน สครับผิว ลบเครื่องสำอาง ลิปบาล์ม ครีมโกนหนวด ครีมบำรุงรอบดวงตา ปกป้องรังแค และยังเป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายได้ดี

    ทว่าน้ำมันมะพร้าวที่คุณเห็นตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้านั้นก็มีหลากหลายชนิดแตกต่างกันไปนะคะ เพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรเลือกใช้ให้ตรงกับความต้องการและจุดประสงค์ ซึ่งวันนี้เราก็จะมาแนะนำเคล็ดลับในการเลือกใช้น้ำมันมะพร้าวให้ถูกต้อง โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin coconut oil) และน้ำมันมะพร้าวผ่านกรรมวิธี (Refined coconut oil)

    1. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin coconut oil)

    สำหรับน้ำมันมะพร้าวชนิดบริสุทธิ์นี้ แค่ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วใช่มั้ยคะว่าต้องได้มาจากมะพร้าวสดๆ และไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมีใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังต้องได้รับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค และไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม (non-GMO) ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นและรสชาติจากธรรมชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีจุดเดือดสูงมากที่ปริมาณ 350 องศาฟาเรนไฮต์
    กว่าจะมาเป็นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์นี้ ผู้ผลิตจะต้องขุดเนื้อมะพร้าวออกมาจนหมดและคั้นน้ำกะทิออกมา จากนั้นนำไปผสมกับน้ำมะพร้าว หมักทิ้งไว้ให้เกิดการแยกชั้นของโปรตีน น้ำกะทิ น้ำมะพร้าว จนได้ออกมาเป็นน้ำมันมะพร้าวในที่สุด ซึ่งเรียกว่าเป็นวิธีการสกัดเย็น (Cold-pressed) โดยไม่มีความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมาะแก่การนำไปเป็นผลิตภัณฑ์ความงามอันหลากหลาย

    2. น้ำมันมะพร้าวผ่านกรรมวิธี (Refined coconut oil)

    น้ำมันมะพร้าวชนิดนี้ได้มาจากการนำมะพร้าวไปตากแห้ง ก่อนจะนำมาบีบเพื่อให้ได้น้ำมันมะพร้าวดิบ แล้วจึงนำเข้ากระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนและกลิ่น จนได้น้ำมันมะพร้าวที่ไร้รสชาติ ไร้สี และไร้กลิ่น เหมาะแก่การนำไปทำขนมและอาหาร เพราะมีรสชาติเป็นกลาง ไม่ส่งผลต่ออาหาร มีจุดเดือดสูงสุดถึง 400 องศาฟาเรนไฮต์ นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค และปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรมเช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม เพื่อนๆ ก็ไม่ควรลืมที่จะคำนึงถึงความปลอดภัยในร่างกาย โดยการเลือกซื้อน้ำมันมะพร้าวที่มีสัญลักษณ์ออร์แกนิค 100% และที่ได้รับการรับรองว่าไม่เป็นมะพร้าวที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม (non-GMO) หากเพื่อนๆ ต้องการซื้อชนิด Refined ก็ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าปราศจากสารเคมี หรือชนิดบริสุทธิ์ก็ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าน้ำมันมะพร้าวเหล่านี้ต้องไม่ผ่านการฟอกขาวและแต่งกลิ่น และผ่านกรรมวิธีด้วยการสกัดเย็นเท่านั้นนะคะ



Sources: www.healthyfoodhouse.com
www.thehealthawareness.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน