Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

ดื่มแอลกอฮอล์ขับรถอย่างไรไม่ผิด กม.

ดื่มแอลกอฮอล์ขับรถอย่างไรไม่ผิด กม.



        สุรา คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในสังคมไทยนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายปริมาณของแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในเครื่องดื่มต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน อาทิเช่น

                  ชนิดของเครื่องดื่ม            ปริมาณของเอทิลแอลกอฮอล์ (ร้อยละหรือ ดีกรี)
                         เบียร์                               4 - 7
                         สาโท                              7 - 15
                         กระแช่                            10 - 12
                           อุ                                10
                          ไวน์                              10 – 15
                         สุราไทย                          28 – 40
                         วิสกี้ บรั่นดี                       40 – 50


        เมื่อดื่มสุราเข้าไปแล้ว แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมที่กระเพาะและลำไส้ การตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดตรวจได้ภายในเวลา 5 นาที หลังสิ้นสุดการดื่มขณะท้องว่าง ระดับแอลกอฮอล์จะขึ้นสูงสุดภายในเวลา 30 – 45 นาที หลังดื่ม อาหารที่รับประทานก่อนการดื่มสุราจะมีผลทำให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง เนื่องจากปัจจุบันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากจราจรอย่างมากส่วนใหญ่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากผู้ขับขี่มีการดื่มสุรา หรือของมึนเมาร่วมด้วย ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บ พิการ และสูญเสียชีวิต ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามกำหนดมาตรการลดอุบัติเหตุ โดยการรณรงค์สร้างจิตสำนึกของผู้ขับขี่ และกำหนดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสำหรับผู้ขับขี่ไม่ให้เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามประกาศกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 16/2537 ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

        จากการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้ศึกษาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จุดประสงค์เพื่อต้องการทราบว่าผู้ขับขี่สามารถดื่มสุราในปริมาณเท่าใดจึงขับขี่ได้ ผลการวิจัย พบว่า 

  
  ภายหลังดื่มเบียร์ 8 ดีกรี ปริมาณ 1 กระป๋อง (330 มิลลิลิตร)  ไวน์ไทย หรือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 5 ดีกรี ปริมาณ 1 กระป๋อง (330 มิลลิลิตร) จะมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าดื่มเบียร์ 8 ดีกรี ปริมาณ 2 ขวด (1,260 มิลลิลิตร) ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และหลังดื่ม 2 ชั่วโมง ก็ยังมีระดับแอลกอฮอล์มากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ปริมาณการดื่มเบียร์ 1 ขวด (630 มิลลิลิตร) หรือเบียร์ 2 กระป๋อง ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอาจมากกว่าหรือน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้ดื่มเป็นสำคัญ ผู้ดื่มน้ำหนักตัว 60 – 69 กิโลกรัม ค่าเฉลี่ยระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าผู้ดื่มน้ำหนักน้อยกว่านี้ระดับแอลกอฮอล์จะเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และอัตราการทำลายของแอลกอฮอล์ใน 1 ชั่วโมง ร่างกายจะกำจัดแอลกอฮอล์ได้ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กล่าวคือ ถ้ามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง ระดับแอลกอฮอล์จะเหลือ 35 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

        กรณีที่ดื่มสุราชนิดอื่น ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดก็ขึ้นกับน้ำหนักหรือรูปร่างของผู้ดื่มเช่นเดียวกัน เครื่องดื่มประเภทวิสกี้ 35 ดีกรี และ 43 ดีกรี ผู้ดื่มที่มีส่วนสูง 170 ซม. น้ำหนักมากกว่า 58 กก. สามารถดื่มวิสกี้ปริมาณ 80 มิลลิลิตร และ 100 มิลลิลิตร ตามลำดับ ส่วนผู้หญิงสูงเฉลี่ย 158 ซม. น้ำหนัก 45 – 55 กิโลกรัมดื่มวิสกี้ปริมาณ 40 มิลลิลิตร และ 60 มิลลิลิตร (1 ฝาเท่ากับ 10 มิลลิลิตร) เครื่องดื่มประเภทไวน์ 10-12 ดีกรี ผู้ดื่มที่มีส่วนสูง 170 ซม. น้ำหนัก 61 กก. ปริมาณที่ดื่ม 300 มิลลิลิตร สำหรับ ผู้หญิงสูงเฉลี่ย 157 ซม. น้ำหนัก 45 – 55 กิโลกรัมปริมาณที่ดื่ม 170 มิลลิลิตร การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะมีแอลกอฮอล์ที่ค้างอยู่ในปาก 15-20 นาที ถ้ามีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จากลมหายใจจะมีผลทำให้ระดับแอลกอฮอล์สูงกว่าความเป็นจริง ดังนั้นควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าก่อน เพื่อกำจัดแอลกอฮอล์ที่ค้างอยู่ในปาก






ที่มา ... คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน