แฟชั่น สุขภาพ ลดน้ำหนัก แต่งหน้า Fashion ความรัก ความงาม เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น ทรงผม

รักษากระแดดให้หายได้หรือไม่ ?



        Q. กระแดด ที่เป็นจุดดำๆ ขึ้นที่ผิวหนังสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ และการใช้ยากันแดดจะป้องกันได้หรือไม่คะ หรือมันเกิดจากกรรมพันธุ์ของแต่ละคน ? คุณนภา / จ.กรุงเทพฯ
        A. ก่อนอื่นต้องขออธิบายคำว่า “กระ” ก่อนนะครับ คำว่า “กระ” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า freckles หรือ ephelides ซึ่งบางครั้งมีผู้อธิบายว่าคำว่า freckles แยกเป็น 2 ชนิด คือ ephelides (กระ) และ lentigines (ขี้แมลงวัน)
         คำว่า ephelides (กระ) เป็นภาษากรีก (เอกพจน์ : ephelis) หมายถึงจุดสีน้ำตาลที่มักมีขนาดเล็กกว่า 0.5 ซม. (อาจมีสีอื่น เช่น แดง, เหลือง, ดำได้บ้าง สังเกตว่าสีต้องเข้มกว่าผิวหนังข้างเคียง) เกิดจากการมีเม็ดสีเมลานินมากกว่าปกติ พบที่บริเวณใบหน้าและบริเวณที่โดนแสงแดดบ่อยๆ
        กระ มักมีสีเข้มขึ้นในฤดูร้อนและจางลงในฤดูหนาว เพราะแสงแดดโดยเฉพาะรังสี UV-B เป็นตัวกระตุ้นให้กระเข้มขึ้น พบกระน้อยในช่วงวัยทารก แต่พบบ่อยในวัยเด็กช่วงก่อนวัยรุ่น ส่วนในวัยผู้ใหญ่พบได้น้อยลง ซึ่งแตกต่างจากขี้แมลงวัน (lentigenes) ที่มักพบในผู้ใหญ่ ยิ่งพบกระได้บ่อยในคนผมสีจาง เช่น ผมบลอนด์หรือแดง (ตามธรรมชาติไม่ใช่ย้อมสีนะครับ) บางคนเชื่อว่ากระถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบลักษณะเด่น (autosomal dominant) โดยพบ melanocortin-1 receptor (MC1R) gene variant ซึ่งเป็นยีนส์ลักษณะเด่น

        การรักษากระด้วยยาทาไม่ค่อยได้ผลครับ อาจใช้ยาทากลุ่มยารักษาฝ้า เช่น ไฮโดรควิโนนทำให้สีจางลงได้บ้าง ร่วมกับการใช้ยากันแดด นับว่ายังดีที่กระไม่ได้ก่อให้เกิดอาการอื่นนอกจากในแง่ความงาม อย่างไรก็ตามกระมีความสำคัญในแง่การแพทย์ คือ ต้องแยกจากภาวะการเกิดจุดสีดำที่สัมพันธ์กับโรคระบบอื่น เช่น การพบกระที่รักแร้หรือขาหนีบในโรคท้าวแสนปม

        ส่วนคำว่าขี้แมลงวัน (lentigines, age spots, liver spots หรือ sun spots) เป็นจุดสีน้ำตาล (สีมักเข้มกว่ากระ) ขนาดเล็กกว่า 0.5 ซม. พบที่ผิวหนังบริเวณใดก็ได้ รวมทั้งฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือเยื่อบุต่างๆ จุดเหล่านี้เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์สร้างเม็ดสีและเมลานินในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งสีจะไม่จางลงในฤดูหนาวเหมือนกระ พบบ่อยๆ ในวัยผู้ใหญ่ การรักษาโดยทั่วไปไม่จำเป็น แต่ถ้าต้องการรักษาจริงๆ อาจใช้การตัดออก หรือการใช้เลเซอร์ ความสำคัญทางการแพทย์คือจุดเหล่านี้อาจเป็นอาการแสดงของโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น Peutz-Jeghers syndrome ซึ่งพบขี้แมลงวันที่รอบปาก มือ และเท้า ร่วมกับความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร


     รักษากระเนื้ออย่างไร?   


       Q. กระเนื้อบนใบหน้า ปกติแล้วเกิดจากอะไร แล้วจะรักษาให้หายโดยครีมใดๆ หรือไม่คะ ถ้าเกิดที่แก้มและเปลือกตาควรทำอย่างไร? คุณใจสราญ / จ.กรุงเทพฯ

       A. คำว่ากระเนื้อ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า seborrheic keratoses จัดเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย (ไม่ใช่และไม่กลายเป็นมะเร็ง) ที่พบบ่อยที่สุดในคนสูงวัย โดยเฉพาะบริเวณผิวที่โดนแสงแดด ถ้าเป็นไม่มากอาจใช้ยาทา เช่น กรดผลไม้ หรือกรดไตรคลอโรอะซิติก (TCA) แต้ม ถ้าเป็นมากแพทย์อาจใช้วิธีทางศัลยกรรม เช่น การจี้ด้วยความเย็นจัด (น้ำแข็งแห้ง หรือไนโตรเจนเหลว) การจี้ด้วยกระแสไฟฟ้า การขูดออก การเฉือนออกด้วยใบมีด และการทำเลเซอร์ครับ 

    ยาทาฝ้ากลุ่มไฮโดรควิโนนอันตรายไหม    

       Q. ใช้ครีมทาฝ้ากลุ่มไฮโดรควิโนนอันตรายไหมครับ เห็นมีหลายประเทศห้ามใช้สารนี้? คุณวีรเดช / จ.สมุทรปราการ

       A. มีการห้ามใช้สารไฮโดรควิโนนในหลายประเทศจริง แต่เป็นการห้ามใช้ในรูปเครื่องสำอาง แต่ยังใช้ในรูปยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์ได้ครับ โดยในปัจจุบันยังจัดว่าไฮโดรควิโนนเป็นสารมาตรฐานสำคัญ (gold standard) ในกลุ่มยาทารักษาฝ้าครับ ไฮโดรควิโนนถูกมองว่าเป็นสารอันตรายและถูกห้ามใช้ในรูปเครื่องสำอางในหลายประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และไทย ทั้งนี้น่าจะเกิดจากการให้ความสำคัญกับผลการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับผิวของมนุษย์ โดยนักพิษวิทยาได้ทดลองฉีดสารไฮโดรควิโนนปริมาณสูงเข้าช่องท้องของหนูทดลองและพบเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (adenoma) ที่ตับและไตในหนูสายพันธุ์หนึ่ง แต่ไม่พบในสายพันธุ์อื่นๆ จากการสำรวจของฝรั่งเศสร่วมกับสหรัฐอเมริกาพบว่ามีไฮโดรควิโนนในอาหารที่มนุษย์กินประจำวัน และสามารถพบสารไฮโดรควิโนนจากการเจาะเลือด แต่ก็ไม่เคยมีรายงานการเกิดมะเร็งในมนุษย์จากสารไฮโดรควิโนน นอกจากนี้ยังพบว่าขนาดยาไฮโดรควิโนนที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจากการทา มีปริมาณไม่มากกว่าที่ได้รับจากการกินอาหารทั่วไป ส่วนภาวะการเกิดฝ้าถาวร (exogenous ochronosis) จากการทาไฮโดรควิโนนนั้นพบได้น้อยมาก ในสหรัฐอเมริกามีรายงานเพียง 22 รายในช่วงเวลานานกว่า 50 ปีครับ
        สำหรับข้อควรระวังในการใช้ยาทาไฮโดรควิโนน คือก่อนใช้ยาทาตัวนี้อาจทดสอบโดยทาผิวที่ไม่มีรอยแตก หากเกิดอาการคัน มีตุ่มน้ำใส และ/หรือผิวอักเสบแดงก็ไม่ควรใช้ยา ในการทายาต้องระวังไม่ให้สัมผัสนัยน์ตา ห้ามใช้ยาเพื่อป้องกันผิวไหม้แดด ถ้าใช้ยาทานาน 2 เดือนแล้วฝ้าไม่จางลงให้งดยาตัวนี้ มีบ้างในบางรายที่ฝ้าอาจมีสีเข้มขึ้นเป็นสีดำ-น้ำเงิน ก็ให้หยุดยาเช่นกันแต่พบได้น้อยครับ ที่สำคัญการใช้ยาทาตัวนี้ให้ใช้เฉพาะใบหน้า คอ มือ หรือแขนเท่านั้นครับ





ที่มา ... HealthToday

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: