Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

เมื่อความดัน-ไขมันในเลือดสูง

เมื่อความดัน-ไขมันในเลือดสูง



        ในเรื่องของการรักษาโรคหนึ่งโรคใด ชีวจิตจะมองเรื่องการเจ็บป่วยเป็นแบบองค์รวมมากกว่าจะเป็นการรักษาเฉพาะอาการ โดยมีหลักพื้นฐานที่ว่า “คุณกินถูกแล้วหรือยัง” เพราะเมื่ออาหารเข้าปาก ถูกเคี้ยว ถูกย่อย จนกลายเป็นสิ่งวิเศษที่ทำหน้าที่ 3 อย่าง คือ

               - ช่วยบำรุ่งเลี้ยงร่างกาย
               - ช่วยซ่อมแซมสิ่งสึกหรอของร่างกาย
               - เป็นยารักษาโรคให้แก่ร่างกาย
        “แต่การกินอาหารให้ได้ประโยชน์ครบ 3 อย่างนี้ จะกินอาหารตามใจปาก ตามใจท้อง หรือกินโดยยึดเอาความอร่อยเป็นที่ตั้งอย่างเดียวคงไม่ได้”

กินอย่างชีวจิต

        อาจารย์สาทิส มีสูตรการกินอย่างง่าย ๆ สไตล์ชีวจิตที่เหมาะกับผู้ที่มีความดันโลหิตและไขมันในเลือดสูงเป็นอย่างยิ่ง หรือคนปกติทั่วไป แม้ไม่ป่วยก็กินได้ ดังนี้
      1. กินข้าวกล้อง ข้าวแดง หรือข้าวซ้อมมือ หรือถ้าชอบขนมปัง ก็กินขนมปังโฮลวีต ปริมาณของข้าวหรือแป้งนี้ รวมกันแล้วให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ของอาหารแต่ละมื้อ
      2. กินผักสดและผักปรุงสุกอย่างละครึ่ง รวมกันแล้วเป็นปริมาณ 25 เปอร์เซ็นต์
      3. กินโปรตีนจากพืช คือถั่วต่าง ๆ และผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร รวมแล้ว 15 เปอร์เซ็นต์ และให้เพิ่มปลาหรืออาหารทะเลได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง
        และกินอาหารเบ็ดเตล็ด เช่น สาหร่ายทะเล เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ผลไม้ซึ่งไม่หวานในปริมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

สูตรสร้างตัวเองเป็นคนใหม่ใน 14 วัน

        สำหรับโรคที่ไม่มีเชื้อโรคอย่างความดันโลหิตและไขมันในเลือดสูง สูตรสร้างตัวเองให้เป็นคนใหม่ภายใน 14 วัน ของอาจารย์สาทิส จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ชีวจิตขอแนะนำให้ลองปฏิบัติ
        เวลา 14 วัน อาจทำให้คุณกระเถิบไกลจากความเจ็บป่วยทั้งกายและใจ จึงอย่ารีรอลองมาปฏิบัติกันทันที ดังนี้
    อาหาร
       - งดน้ำชา กาแฟและบุหรี่ ให้ดื่มชาสมุนไพร เช่น ชาเก็กฮวย มะตูม คำฝอย แทน
       - ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน 60 กิโลกรัม วันแรกของรายการให้งดอาหาร ดื่มน้ำมะนาวสด ๆ คั้น 3 ลูก ตอนเช้าและเย็น หลังจากนั้นให้ดื่มน้ำ เปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 3 ขวด จะดื่มน้ำสมุนไพรสลับบ้างก็ได้ และวันแรกของรายการให้นอนพักตลอดวัน
       - รับประทานอาหารตามสูตรชีวจิต แต่ 3 วันแรกของรายการปรับอาหารเป็น ผัก-ข้าว ทั้งหมด วันที่ 4- 5- 6 รับประทานชนิดเบา ๆ เช่น ข้าวต้ม ก่อน วันที่ 7 ขึ้นไปจนครบ 14 วัน จึงรับประทานอาหารเต็มที่ (มีอาหารทะเลได้) ตลอดรายการห้ามปรุงอาหารรสจัด
       - ดื่มน้ำคั้นจากผัก เช่น น้ำแตงกวา น้ำขึ้นฉ่ายหรือเซเลอรี่ ครั้งละ 1 แก้ว วันเว้นวัน
       - ตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป รับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมได้
    ร่างกาย
      - นอน 3 หรือ 4 ทุ่ม และตื่นตี 5 ทุกวัน
      - ออกกำลังกาย-บริหารทุกเช้า จะด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ขอให้ชีพจรเต้น 120 ครั้งต่อนาที เหงื่อโซมกาย และหายใจหอบ เพื่อให้ “Growth Hormone” หลั่งออกมา
      - ฝึกท่าบริหารสำหรับรักษาอาการปวดตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ต้นคอ เข่า หลัง ศีรษะ เป็นต้น
      - ขอให้วิธีการออกกำลังเพื่อความสนุกสนานกับครอบครัว เพื่อนฝูงรวมไว้ในโปรแกรม 14 วันนี้ด้วย

การบำบัดตัวเองแบบองค์รวม
 
        “คนเดี๋ยวนี้อยู่สบายเกินไป ชอบกินกับนอน ไม่ออกกำลังกายจึงทำให้อ้วน ล้วนทำให้เกิดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตสูง”
        หมอน้อย กล่าวว่า หากเป็นความดันโลหิตสูงแล้วปล่อยปละละเลยนานวันเข้าร่างกายก็จะสำแดงอาการบางอย่างออกมา เริ่มจากอาการเหน็บชา ที่แขน ปลายมือ ปลายเท้า ถ้าอาการหนักขึ้นก็อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
ส่วนไขมันอุดตัน ก็ทำให้เกิดอาการวูบ เพราะเลือดอาจไปเลี้ยงสมองไม่ดี จึงแนะนำให้ใช้การบำบัดแบบองค์รวม ดังนี้
       กินอาหารเป็นยา หมอน้อย แนะนำให้ดื่มชาสมุนไพรรสร้อน เช่น ขิง ตะไคร้ ต้นพริก มาตากแห้งแล้วชงดื่มแทนน้ำชา จะช่วยขับเหงื่อและละลายไขมันให้กระจายออกไปจากร่างกาย
       กินผัก 3 รส คือ รสขม ช่วยรักษา อาการปวดหัว มึนหัว รสเปรี้ยว ช่วย กระจายละลายเลือด ทำให้ไหลเวียนคล่องช่วยให้ความดันโลหิตลดและรสจืดช่วยบำรุงเลือด บางครั้งถ้าความดันโลหิตขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน หมอน้อยก็แนะนำยาดีจากก้นครัว อย่างผลมะกรูด นำมาผ่าแล้วบีบเอาแต่น้ำ เติมน้ำร้อนและเกลือเล็กน้อย ดื่มทันทีจะช่วยให้ความดันโลหิตลดได้ทันใจ

กินอย่างไร ในแนวทางของอายุรเวท

      - ควรกินอาหารในบรรยากาศที่รื่นรมย์ สถานที่เหมาะสม ไม่มีเสียง กลิ่น หรือสีรบกวน
      - ควรปรุงอาหารและบริการด้วยจิตใจที่ดีงาม
      - มีจิตใจจดจ่ออยู่กับการกินอาหาร
      - ก่อนกินอาหาร เริ่มด้วยทำใจให้สงบแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ขอบคุณธรรมชาติ ที่สร้างสรรค์ให้มีอาหารมื้อนี้ ขอให้อาหารมื้อนี้จงหล่อเลี้ยงชีวิตให้งดงาม ก่อเกิดจิตสำนึกและปัญญา ซึ่งจะนำพาให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม
      - เคี้ยวอาหารช้า ๆ และรู้ตัวตลอดเวลาจะทำให้รับรสอาหารได้ดีขึ้น
      - ควรปรุงและหุงต้มอาหาร ใหม่ อาหารที่เหลือข้ามวันไม่ดี
      - ไม่ควรกินอาหารถ้าไม่หิว เมื่อหิวแสดงว่าธาตุไฟในการย่อยพร้อมที่จะทำหน้าที่ตามที่ร่างกายต้องการ เมื่อหิวจึงรู้สึกว่ามีน้ำย่อยออกมาในกระเพาะอาหาร
      - รสอาหารไม่ได้เกิดจากอาหาร แต่เกิดจากประสบการณ์ของผู้กิน
      - ปริมาณอาหารที่กินแต่ละมื้อ มีความสำคัญเช่นกัน ควรมีปริมาณเท่ากับ 2 ฝ่ามือเต็ม ซึ่งจะบรรจุ 1 ใน 3 ของกระเพาะอาหาร โดยที่เหลืออีก 1 ใน 3 เป็นของเหลว และอีก 1 ใน 3 เป็นอากาศ หากกินมากไปกระเพาะอาหารจะขยายตัวมาก เกิดพิษขณะย่อย
      - ควรจิบน้ำครั้งละน้อย ๆ ขณะกินอาหาร จะช่วยให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้น และไม่ควรดื่มน้ำมากรวดเดียวหลังกินอาหาร
      - หลังกินอาหารแล้วควรนั่งพักสักครู่ 2-3 นาที จากนั้นอาจเดินสัก 5-10 นาที เพื่อช่วยการย่อย

        “วิถีชีวิตของเรานั้นสัมพันธ์กับวิถีแห่งความตายของเรา” ดังนั้น จึงไม่ควรมองข้ามพฤติกรรมการดำเนินชีวิตซึ่งเป็นต้นเหตุของการเจ็บป่วย

        ทั้งนี้การเปลี่ยนวิถีชีวิตให้สมดุล อาจไม่ใช่ช่วยทำให้หายจากโรคเท่านั้นแต่ยังช่วยสร้างภูมิป้องกันให้ร่างกายและจิตใจเราอีกด้วย คนเราเกิดมาเท่ากัน แต่ชีวิตที่เหลืออยู่เรากำหนดได้ ให้รอดปลอดภัยจากโรคร้ายค่ะ





ที่มา ... ชีวจิต

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน