Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

โรคลมชัก เรื่องไม่เล็ก แต่แก้ไขได้

โรคลมชัก เรื่องไม่เล็ก แต่แก้ไขได้



       "ผู้ป่วยจะต้องทนใช้ชีวิตอยู่กับอาการชักที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ และที่สำคัญกลัวว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือไม่"

    ทำไมจึงเป็นโรคลมชัก
         โรคลมชัก เป็นหนึ่งในความผิดปกติของระบบประสาทที่พบได้ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ออกมาจำนวนมากพร้อมๆ กันทีเดียว จึงทำให้มีอาการแสดงของโรคลมชักเกิดขึ้น โดยสาเหตุของโรคลมชักในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไปพบว่ามักมาจากปัจจัยที่สำคัญคือ
        - กรรมพันธุ์
        - สมองเคยได้รับอันตรายต่างๆ มาก่อน เช่น จากภาวะขาดออกซิเจนขณะคลอด อุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนสมอง เนื้องอก ในสมอง หลอดเลือดสมองผิดปกติ การติดเชื้อของระบบประสาท
        - มีความผิดปกติทางสมองมาตั้งแต่กำเนิด 

    โรคลมชักมีอาการอย่างไร
         โรคลมชักมีความหลากหลายทางอาการมาก อยู่ที่ว่าภาวะผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมองไปผิดปกติในสมองส่วนใด และรุนแรงแค่ไหน
        - ลมบ้าหมู เป็นอาการชักชนิดที่เกิดบ่อยคือ อาการชักทั้งตัว เวลาชักจะเกร็งกระตุกนาน 2-3 นาที โดยตัวเองไม่รู้ตัว จำเหตุการณ์ไม่ได้
        - ชักเหม่อ เป็นครู่เดียว ไม่เกิน 30 วินาทีก็หาย บางรายมีอาการชักเฉพาะที่แบบรู้ตัว เช่น มีอาการกระตุกที่แขน ขา หรือหน้า ผู้ป่วยจะรู้ตัวและบอกเล่าอาการได้ บางรายอาการชักเป็นแบบทำอะไรซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว ผู้ป่วยบางรายมีอาการชักหลายรูปแบบได้ หลังชักผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มึนงง ต้องการพักผ่อน

          บางอาการสังเกตได้ยากมาก โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคลมชัก ถ้าหากมีอาการเหล่านี้ซ้ำๆ และมีอาการวูบตามมา แม้จะไม่มีอาการเกร็ง ชัก กระตุก คนที่เห็นเหตุการณ์ต้องสังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการขณะตื่นหรือหลับ มีอาการนานเท่าไร หลังจากมีอาการผู้ป่วย มีการกระพริบตา เคี้ยวปาก พูดพึมพำ เกร็ง กระตุกอวัยวะส่วนไหน และผู้ป่วยรู้สึกตัวหรือไม่ หลังจากนั้นควรรีบพามาพบแพทย์ เพื่อซักอาการและประวัติ ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) และ MRI Brain ที่จะช่วยบอกได้ว่าเป็นภาวะของโรคลมชักหรือไม่ 

    การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography : EEG)
        เป็นการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าของกลุ่มเซลล์ในสมอง ผลการตรวจจะปรากฎเป็นเส้นกราฟต่อเนื่องบนจอภาพ การตรวจคลื่นสมองเป็นการตรวจที่ง่าย ปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วย สามารถให้การตรวจได้ในผู้ป่วยตั้งแต่แรกเกิด 

    ประโยชน์ของการตรวจโรคลมชักด้วย EEG
      - เพื่อยืนยันการวินิจฉัยให้แน่นอน โดยเฉพาะในรายที่มีประวัติไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่าเป็นโรคลมชัก
      - เพื่อจำแนกชนิดของโรคลมชัก ซึ่งมีผลต่อการเลือกยากันชักที่เหมาะสมกับโรคลมชักแต่ละประเภท
      - เพื่อใช้ประเมินผลการรักษาได้ นอกเหนือจากการติดตามอาการผู้ป่วย
      - เพื่อเป็นแนวทางในการลดยา หรือหยุดยากันชัก ในกรณีที่ควบคุมการชักได้แล้ว 

    ขั้นตอนการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองมีอะไรบ้าง
          เจ้าหน้าที่จะทำการซักประวัติผู้ป่วย เพื่อประกอบการวางแผนการตรวจคลื่นสมอง หลังจากที่ผู้ป่วยนอนบนเตียงตรวจแล้ว เจ้าหน้าที่จะติดสายตรวจ (electrodes) บนหนังศีรษะในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้ทำความสะอาดไว้แล้ว จากนั้นจะต่อสายตรวจเข้าเครื่องตรวจคลื่นสมอง เมื่อเปิดเครื่องตรวจจะเกิดเส้นกราฟซึ่งเกิดจากสัญญาณไฟฟ้าในสมอง ปรากฏบนจอภาพตลอดเวลาที่ทำการบันทึก โดยมีระยะเวลาตรวจ 30 นาที – 1 ชั่วโมง (Routine EEG) ซึ่งมีโอกาสค้นพบคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักประมาณ 60% หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง 24 ชั่วโมง พร้อมบันทึกวิดีโอ เพื่อดูอาการผู้ป่วยร่วมกับการทำคลื่นสมองในเวลาเดียวกัน (VDO-EEG Monitoring) ซึ่งแพทย์อาจสั่งตรวจเพียง 24 ชั่วโมง หรือตรวจติดต่อกันหลายวันแล้วแต่ความเหมาะสม 

    การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Brain)
         การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือ EEG นั้น จะเป็นตัวบ่งถึงสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติว่ามาจากบริเวณไหน และความถี่ของการกระจายของไฟฟ้าส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ EEG จะไม่สามารถบอกถึงพยาธิสภาพได้ ซึ่งในปัจจุบันทางศูนย์ฯ ได้นำ MRI Brain มาใช้ประกอบในการตรวจวินิจฉัย ประโยชน์ของ MRI Brain คือ ช่วยในการยืนยันพยาธิสภาพหลังจากตรวจ EEG แล้วว่า รอยโรคเป็นชนิดอะไร ซึ่งถ้าเราพบว่า พยาธิสภาพที่กระตุ้นให้เกิดอาการชักเกิดจากเนื้องอก หลอดเลือดผิดปกติ การรักษาก็จะไม่ใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการผ่าตัดเข้ามาประกอบด้วย 

    การรักษา
         ปัจจุบันผู้ป่วยประมาณ 70-80% สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาสม่ำเสมอ แต่มีบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อยา ปัจจุบันผู้ป่วยโรคลมชักบางชนิดสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด แต่จะต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์อย่างละเอียด เพื่อดูว่าผู้ป่วยเหมาะสมที่จะให้การรักษาโดยการผ่าตัดหรือไม่ การผ่าตัดจะถูกนำมาพิจารณา ในกรณีที่
      - สามารถระบุตำแหน่งของรอยโรคในสมองที่ทำให้เกิดการชักได้
      - การใช้ยากันชักไม่ได้ผล
      - ตำแหน่งที่เป็นสามารถทำการผ่าตัดได้ โดยไม่ทำความเสียหายให้เนื้อสมองส่วนอื่น
      - ผู้ป่วยไม่มีผลกระทบจากการผ่าตัดเอาเนื้อสมองบางส่วนออก

        นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคลมชักควรหลีกเลี่ยงปัจจัย ที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักมากขึ้น คือการอดนอน ความเครียด ออกกำลังกายมากผิดปกติ แสงกระพริบเป็นจังหวะ เช่น วิดีโอเกม เป็นต้น





ที่มา ... โรงพยาบาลเวชธานี

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน