Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

“อาหารด่าง” (Alkaline diet) คืออะไร? มาทำความรู้จักกัน!

“อาหารด่าง” (Alkaline diet) คืออะไร? มาทำความรู้จักกัน!



     ค่าความเป็นกรด-ด่าง ในร่างกายคือสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของร่างกายมนุษย์ทุกเพศทุกวัย ไม่เพียงแต่เฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งเท่านั้น และค่าความเป็นกรด-ด่างนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมทั้งหมดของคุณ หากคุณต้องการมีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ คุณจำเป็นต้องรักษาสมดุลสภาวะความเป็นด่างในร่างกายให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมอยู่เสมอ

     นิตยสาร the Raw Food Health ได้อธิบายว่า “โดยปกติแล้ว ค่าความเป็นด่างในร่างกายมนุษย์จะอยู่ประมาณ 7.35 ทว่าการบริโภคอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือความเครียดจะแปรค่าความเป็นด่างให้เป็นกรด ซึ่งส่งผลให้โรคต่างๆ เจริญเติบโตได้ง่าย”
     ในปัจจุบัน การรักษาสภาวะความเป็นด่างในร่างกายให้สมดุลนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก ด้วยสาเหตุต่างๆ ที่ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ อันมีสารเคมีและสารพิษแอบซ่อนอยู่ สำหรับคนที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบ ลักษณะการบริโภคก็จะเน้นที่ความรวดเร็วเป็นหลัก เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป หรืออาหาร fast food
     อาหารเหล่านี้จะเพิ่มระดับความเป็นกรดในร่างกายให้สูงขึ้น ร่างกายเผชิญความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่อาจตามมา โดยที่คุณไม่ได้เอะใจเลยแม้แต่น้อย

      ดังนั้น การรับประทานอาหารด่าง (Alkaline Diet) จึงกลายเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับการปรับสมดุลความเป็นด่างในร่างกายให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมอีกครั้ง โดยผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ร่างกายของคุณจะรักษาตัวเองได้เร็วขึ้น และยังทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกด้วย

      อันดับต่อไป เราจะมานำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการรักษาสภาวะความเป็นด่างในร่างกายให้เหมาะสม การรับประทานอาหารด่าง จะช่วยคุณในการต่อสู้กับเชื้อโรค การอักเสบ และความเสี่ยงในการเกิดโรค เพียงคุณหันมาใส่ใจในอาหารการกิน พิถีพิถันขึ้นอีกซักเล็กน้อย ร่างกายของคุณก็จะต่อสู้กับโรคร้ายได้อีกหลายโรคเลยทีเดียวค่ะ

     1. โดยทั่วไปแล้ว อาหารด่าง มักจะเป็นผักใบเขียวหลากหลายชนิด เช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บล็อกโคลี่ เครื่องเทศ สมุนไพร พืชเปลือกแข็งเช่น ถั่วชนิดต่างๆ และถั่วฝักยาว หัวหอม กระเทียม กุยช่าย ธัญพืชที่ปราศจากกลูเตน (Gluten Free) เช่น ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวโพด ฟักทอง ถั่วเหลือง ฯลฯ แม้กลูเตนจะเป็นเพียงโปรตีนชนิดหนึ่งที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่มักจะป่วยเป็นโรคแพ้กลูเตน กล่าวคือร่างกายไม่สามารถย่อยโปรตีนชนิดนี้ได้

     2. เน้นบริโภคผักและผลไม้ได้มากตามความต้องการ ลดปริมาณการรับประทานเนื้อสัตว์ และเนื้อสัตว์ที่รับประทานก็ควรเป็นเนื้อสัตว์ชนิดที่เลี้ยงด้วยหญ้าสด ทานเนื้อหมูให้น้อย เน้นทานเนื้อไก่ และเนื้อปลา

     3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะอาศัยกลูโคสในการเจริญเติบโต นอกจากนี้น้ำตาลจะลดปริมาณแมกนีเซียมในร่างกาย คุณควรลดการบริโภคน้ำตาลจากธรรมชาติอย่าง น้ำผึ้ง และว่านหางจระเข้ และหันมารับประทานสัปปะรดสด แอปริคอตแห้ง และดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำแอปเปิ้ล

     4. ผลิตภัณฑ์จากนม คือหนึ่งในกลุ่มอาหารที่สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากในผลิตภัณฑ์จากนมทั้งหลายจะประกอบไปด้วยโปรตีนเคซีน (Casein) เพราะฉะนั้นหากคุณกำลังต่อสู้กับโรคมะเร็ง หรือมีญาติ และเพื่อนฝูงที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคชนิดนี้ ควรอย่างยิ่งที่จะ ลด ละ เลิกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม เนื่องจากอาหารชนิดดังกล่าวนี้อุดมไปด้วยกรดเป็นจำนวนมาก เมื่อรับประทานในปริมาณมากๆ จะก่อให้เกิดการอักเสบ กระดูกเสื่อม และยังจะไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้ลุกลามย่างรวดเร็ว

     5. หลีกเลี่ยงการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนกลูเตนเป็นส่วนประกอบ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวไรย์ (พืชตระกูลข้าวสาลี มีลักษณะคล้ายกับข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลี ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง) ข้าวสาลี ธัญพืชโฮลเกรน (ธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี) ขนมปัง ซีเรียล เส้นพาสต้า คุกกี้ เค้ก มัฟฟิน แครกเกอร์ และผลิตภัณฑ์จากแป้งอื่นๆ
     การรับประทานผลิตภัณฑ์กลูเตนมากเกินความจำเป็นจะทำให้กลูเตนไปขัดขวางการดูดซึมอาหาร และไม่สามารถย่อยโปรตีนกลูเตนได้ เพื่อสุขภาพที่ดีและความปลอดภัย ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดกลูเตนเช่น ข้าวเจ้า ข้าวฟ่าง เมล็ดบักวีต (Buckwheat) และผักขม อ้อ! บางครั้ง อาหารสำเร็จรูปที่ติดฉลาก “ปลอดกลูเตน” ก็มีน้ำตาลและน้ำมันเป็นส่วนผสม ฉะนั้น คุณควรสังเกตและศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนจะเลือกรับประทานอาหารแต่ละอย่างนะคะ

       เพื่อนๆ คงเคยได้ยินสำนวน “You are what you eat” กันจนชินหู เมื่อคุณกินอะไรเข้าไปแล้ว คุณก็จะเป็นอย่างนั้น เช่นเดียวกันกับบทความนี้ค่ะ หากคุณหันมาใส่ใจสุขภาพ ให้ความสำคัญกับอาหารที่รับประทานเข้าไป อาจจะเสียเวลาและรู้สึกว่ามันยุ่งยากอะไรปานนั้น แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุมค่ากับการลงทุนของคุณอย่างแน่นอน




Source: www.healthyfoodhouse.com
www.justamazingrecipes.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน