ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

10 เทคนิค สื่อสารอย่างไรกับลูกวัยทีน



    “ทำไมลูกเป็นอย่างนั้น ทำไมลูกเป็นอย่างนี้”

    นี่เป็นความคิดของพ่อแม่หลายๆ ครอบครัวที่กำลังเผชิญอยู่ ทั้งพยายามแก้ปัญหา ดุด่าว่ากล่าวตักเตือน ก็แล้ว ห้ามก็แล้ว แต่ทำไมสถานการณ์กลับแย่ลงเรื่อย ๆ มิหนำซ้ำ ลูกยิ่งดื้อและเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น

    หากลองย้อนมองกลับไปถึงสาเหตุที่เกิดปัญหาในครอบครัว และเริ่มทวีคูณขึ้นนั้น อาจจะเป็นเพียงแค่ กระบวนการสื่อสารที่ทำให้เกิดปัญหา อย่าลืมทบทวนดูว่าในขณะที่พูดคุยกับลูก เรามีอารมณ์แบบไหน คำพูดที่พูดออกไปฟังดูเกรี้ยวกราด หรือพูดสิ่งที่ลูกไม่อยากได้ยินหรือไม่

    สถิติของโครงการวิจัยครอบครัวไทยในเขตเมืองปี 2557 ระบุว่า 1 ใน 3 ของครอบครัวมีสัมพันธภาพน่าเป็นห่วง ขาดการมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่ง 40% ที่ไม่ค่อยเล่าหรือไม่เล่าอะไรให้คนในครอบครัวฟังเลย ขณะที่ 60% ใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญ 34% ด่าทอหยาบคาย ทำร้ายจิตใจ ละเลยทอดทิ้ง และ 33% ไม่ค่อยใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังมีการทำร้ายร่างกายถึง 11% อีกด้วย

     จากสถิติดังกล่าว สะท้อนให้เห็นปัญหาในระดับครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันที่สำคัญ จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาศักยภาพการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้ปกครองในครอบครัวที่มีลูกหลานวัยรุ่น รายการรอลูกเลิกเรียน ที่ สสส.ร่วมกับ บริษัท ทูลมอโร จำกัด มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต เพื่อให้ครอบครัวได้ตระหนักและรับรู้ถึงปัญหาการสื่อสารภายในครอบครัว และรู้ถึงวิธีการในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    คุณพ่อคุณแม่จะพูดกับลูกสักครั้งต้องคิดแล้วคิดอีก กลัวลูกไม่ฟังบ้าง กลัวลูกต่อต้านบ้าง กลัวลูกน้อยใจบ้าง สารพัดปัญหาที่ประดังเข้ามา ซึ่ง พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำถึงวิธีสื่อสารกับลูกว่า อยากให้ชมลูกบ้าง ซึ่งบางทีเราอาจรู้สึกว่าการชมลูกอาจทำให้ลูกเหลิง และจะชมลูกต่อเมื่อลูกประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ แต่เราไม่ได้ชมในขั้นตอนความรับผิดชอบ ความอดทน ความขยันของเขา ซึ่งแท้จริงเราอยากให้ลูก พยายาม ขยัน รับผิดชอบมากกว่าประสบความสำเร็จอย่างเดียว กับอีกสิ่งคือ อยากให้พ่อแม่บ่นน้อยลง การบ่น คือ พูดมากแต่ใจความมีเพียงน้อยนิด เพราะลูกไม่อยากฟัง ดังนั้นให้บอกไปเลยว่า พฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่ต้องการคืออะไร เช่น แม่อยากให้ปิดมือถือนะลูก และต่อด้วยความห่วงใยสั้นๆ ว่า ถ้าดูมือถือเยอะๆ เดี๋ยวสายตาเสีย แค่เพียงเปลี่ยนการคุยกับลูกง่ายๆ เพียง 2 เรื่องนี้ให้ได้ รับรองว่าลูกจะเข้าใจและอยากคุยกับเราเพิ่มมากขึ้น

     นอกจากนี้ ทีมเว็บไซต์ สสส. มี 10 เทคนิคการสื่อสาร ที่นำมาใช้ในการพัฒนาศักยภาพการสื่อสารของผู้ปกครองในครอบครัวที่มีลูกหลานวัยรุ่น มาแนะนำคุณพ่อคุณแม่ เพื่อใช้ในการพูดคุยกับลูกวัยทีน ให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้

    1. I Message คือ การพูดถ้อยคำออกมาโดยเน้นไปที่ "เรา หรือตัวเองเป็นที่ตั้ง" เน้น กระบวนการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ที่ ผู้รับหรือผู้ฟังความหมายที่สื่อออกมาจากข้อความที่ใช้คำว่า “ฉัน” “จะไม่รู้สึกว่าถูกกล่าวหาหรือตำหนิ”

    2. คำชม เป้าหมายของการชม คือ ทำให้ลูกรู้สึกถึงคุณค่าและภูมิใจ ในตัวเองชมจากเหตุการณ์จริงในเรื่องที่เหมาะสม ไม่ชมพร่ำเพรื่อ ชมเขาเพื่อให้เขาก้าวหน้าและมีกำลังใจ ไม่เน้นชมผลของการกระทำ แต่ให้ชื่นชมที่ความพยายาม

    3. การสะท้อนความรู้สึก การสะท้อนความรู้สึก คือ การสะท้อนให้ลูกทราบว่าพ่อแม่เข้าใจความรู้สึกของลูกอย่างไร มีเป้าหมายเพื่อสร้างความความไว้วางใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยทำให้ประเด็นที่อยากสื่อสารชัดเจนขึ้น

    4. การลงโทษ เป้าหมายของการลงโทษคือการตัดทอนหรือลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของลูก โดยมีหลักการ เช่น การลงโทษอย่างสมเหตุสมผลและทันท่วงที สัมพันธ์กับปัญหาที่เกิด เอาจริงเอาจัง ไม่ทำให้เสียหน้า ไม่ด่วนสรุป และสื่อสารให้ชัดเจนว่าทำไมเขาถึงถูกลงโทษ รวมถึงหยั่งเสียงว่าตัวเองควรถูกทำโทษอย่างไรจึงจะเหมาะ

    5. การให้รางวัล นำมาใช้เพื่อกระตุ้นให้เด็กมีความพยายามรับผิดชอบต่องานตรงหน้า โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยเน้นที่การสร้างความภาคภูมิใจในตัวเด็กจากผลงานที่เกิดขึ้นภายใต้ความพยายามของตนเองร่วมกับท่าทีที่ผู้ใหญ่ชื่นชมและเป็นกำลังใจ

     6. ความคาดหวังของสมาชิกคนอื่นๆ โดยมีหลักการ เช่น ให้ลูกได้ร่วมกำหนดกฎระเบียบเหมาะสมกับวัยและปฏิบัติได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

     7. การให้คำปรึกษา ที่ถูกต้องเหมาะกันสถานการณ์ เพศ และวัย สามารถช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถวางเป้าหมายในการแก้ปัญหานั้นๆ และคำปรึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้เหมาะสมมากขึ้น อีกทั้งยังลดช่องว่างระหว่างวัย เพราะการให้คำปรึกษาเปรียบเสมือนการสร้างความเชื่อมั่น ภายในจิตใจทำให้วัยรุ่นเกิดการยอมรับในตัวผู้ปกครอง

    8. การจัดการกับพฤติกรรมวัยรุ่น เป้าหมายออกกฎระเบียบเท่าที่จำเป็น ถ้าวัยรุ่นมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายประเด็นผู้ปกครองต้องค่อยๆ แก้ไขไปทีละเรื่อง และควรมองให้ออกว่าปัญหาใดที่ทำให้สมาชิกภายในบ้านเดือดร้อนหรือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เช่น ถ้าวัยรุ่นถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้บนโต๊ะรับแขกควรแก้ไข แต่ถ้าวัยรุ่นถอดเสื้อผ้าเกลื่อนกลาดในห้องของตนเอง ผู้ปกครองควรปล่อยไว้ เพราะถ้าเราไปรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัววัยรุ่นเมื่อไหร่เค้าจะค่อยๆ ปิดใจกับผู้ปกครอง จนในที่สุดอาจจะไม่เชื่อฟังผู้ปกครองอีกเลย

     9. การแสดงความเห็นอกเห็นใจ เป็นการแสดงในเห็นถึงความห่วงใย ความห่วงหาอาทร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องแสดงให้วัยรุ่นได้รับรู้ เพราะเมื่อวัยรุ่นมีปัญหาครอบครัวจะเป็นที่ที่เค้าจะเข้าหาและรู้สึกปลอดภัยที่จะเข้ามาปรึกษากับครอบครัว

    10. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เลือกคำพูดที่เหมาะสมไม่เป็นคำพูดที่ประชดประชันส่อเสียด

     คุณพ่อคุณแม่สามารถเอาคำแนะนำของคุณหมอวิมลรัตน์และ 10 เทคนิคการสื่อสาร ไปประยุกต์ใช้กับลูกวัยทีนได้นะคะ แต่หากมีข้อคำถาม ความสงสัยเกี่ยวกับปัญหาหรือพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ลูกติดเกม ลูกติดมือถือ ลูกไม่กล้าแสดงออก และอีกหลากหลายปัญหา ก็สามารถติดตามการแก้ไขปัญหาและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนได้ที่ รายการรอลูกเลิกเรียน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่เข้าถึงง่าย ซึ่งสามารถติดตามรายการได้ที่เว็บไซต์ www.afterschoolonline.tv



www.thaihealth.or.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: