Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

6 ขั้นตอนดูแลสุขภาพ ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

6 ขั้นตอนดูแลสุขภาพ ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน



     ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันนี้ มนุษย์เรามีทางเลือกอันหลากหลายในการรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเพื่อดูแลสุขภาพ ตอบสนองความต้องการ หรือเพื่อบรรเทาความหิว อีกทั้งยังอุดมไปด้วยความเอร็ดอร่อยเฉพาะตัวที่ทำให้เราหยุดกินไม่ได้ แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังความเอร็ดอร่อยเหล่านี้มีส่วนผสมอะไรบ้างที่ไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพของเรา

     วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับ Diabetes type 2 หรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นภัยร้ายใกล้ตัวที่แอบซ่อนอยู่และมักจะเกิดขึ้นกับผู้คนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือในกลุ่มคนอ้วน สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (จากทั้ง 3 ชนิด) เป็นภาวะที่มีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงจากภาวะต่อต้านอินซูลิน (insulin resistance) ในร่างกาย แล้วเราควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าเบาหวานชนิดที่ 2 นี้เข้ามาอยู่ในตัวเรา สาวกขนมหวานและผู้รักสุขภาพทั้งหลายต้องรีบอ่านโดยด่วน!

    1. ลดน้ำตาล

    ข้อควรที่สำคัญที่สุดหากคุณไม่อยากเป็นโรคเบาหวานทั้งๆ ที่ยังหนุ่มยังสาวอยู่ก็คือการลดปริมาณน้ำตาลนั่นเองค่ะ ในกลุ่มอาหารประเภท refined carbohydrates หรือคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีอย่างพวกน้ำตาลทรายหรือผลิตภัณฑ์จากแป้งจะทำให้ระดับฮอร์โมนอินซูลินที่มีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น การรับประทานอาหารประเภทที่มีน้ำตาลหรือไขมันอยู่มากมีส่วนทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง อาการอักเสบ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั่นเอง

    2. เลือกทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรือแปรรูป

    ในปัจจุบัน มนุษย์เราต่างก็มีทางเลือกในการรับประทานอาหารกันมากขึ้น ซึ่งกลุ่มอาหารและธัญพืชที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง แปรรูป หรืออาหารเต็มส่วน (Whole food) เช่น ข้าวกล้อง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ช่วยรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด ลดอัตราความเครียดที่เกิดจากการที่อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์ต่างๆ และป้องกันไม่ให้เกิดอาการอักเสบ เพียงเพื่อนๆ รับประทานอาหารให้ครบหมู่ ทั้งผักผลไม้ คาร์โบไฮเดรต และไขมันชนิดดี เพื่อให้ได้คุณประโยชน์ครบถ้วน ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน และเบาหวาน

    3. ออกกำลังกาย

    การที่ร่างกายของเราตื่นตัวหรือมีความคล่องแคล่วอยู่ตลอดเวลาล้วนมีผลดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าหากเพื่อนๆ ไม่ใช่นักออกกำลังกายตัวยงก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราก็สามารถออกกำลังกายได้ด้วยท่าง่ายๆ และใช้เวลาแค่ 30 นาทีต่อวัน เช่น การเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ก็สามารถช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจ และสูบฉีดเลือดในร่างกายได้ อีกทั้งยังช่วยรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือดให้พอดีอีกด้วย

    4. พักผ่อนให้เพียงพอ

    การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นกุญแจสำคัญหากคุณอยากมีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้เมื่อคุณสามารถพักผ่อนได้อย่างเพียงพอแล้ว ร่างกายของคุณก็จะสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและทำให้ระบบต่างๆ กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใดก็ตามที่คุณอดหลับอดนอน และโหมทำงานหนัก ระบบเผาผลาญในร่างกายก็จะด้อยประสิทธิภาพ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และหิวมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรรีบเคลียร์งานที่คั่งค้างและเข้านอนแต่หัววันกันเถอะค่ะ

    5. อย่าเครียดจนเกินไปนัก

    เพื่อนๆ รู้ไหมว่ายิ่งเราเครียดมากเท่าไหร่ ร่างกายของเราก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากเท่านั้น เพราะความเครียดมีส่วนกระตุ้นให้ร่างกายผลิตปริมาณฮอร์โมนอินซูลิน คอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ และมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา ฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกเครียดจากการงาน หรือปัญหาต่างๆ ลองหาเวลาออกไปรีแลกซ์หรือพักผ่อนหย่อนใจดูบ้าง เพราะการที่คุณเครียดเกินไปไม่ส่งผลดีใดๆ ต่อร่างกาย การบรรเทาความเครียดยังจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานอีกทางหนึ่ง

    6. บันทึก และติดตามผลอยู่เสมอ

    มีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ติดตามผลการออกกำลังกายหรือควบคุมน้ำหนักของตนเองอยู่เสมอจะ สามารถลดน้ำหนักได้เป็นสองเท่าของกลุ่มที่ไม่ค่อยติดตามผลของตนเอง หากเพื่อนๆ รู้สึกว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนเกินพิกัด หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ก็ควรเริ่มวางแผนการลดหรือควบคุมน้ำหนักให้คงที่ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ เพียงเท่านี้เราก็จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้อีกขั้นหนึ่งแล้ว

    จริงอยู่ว่าโรคเบาหวานอาจไม่ใช่โรคร้ายแรงที่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็ต้องอาศัยความเพียรและระเบียบวินัยในการรักษาไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จงอย่าลืมที่จะหาเวลาในการออกกำลังกาย และจัดตารางอาหารที่รับประทานในแต่ละสัปดาห์ให้เหมาะสม เพราะเราเชื่อว่าความพอใจ หรือความอร่อยสามารถไปกันได้ดีกับสุขภาพที่ดีของคุณเอง




Sources: www.davidwolfe.com
www.siamhealth.net

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน