Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

8 เคล็ดลับสุดง่ายช่วยรักษาดวงตาให้ชุ่มชื้น

8 เคล็ดลับสุดง่ายช่วยรักษาดวงตาให้ชุ่มชื้น



      กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลสุขภาพตั้งแต่หัวจรดเท้าที่เรานำมาฝากคุณผู้อ่านกันทุกๆ สัปดาห์ และวันนี้ก็มาถึงดวงตาทั้ง 2 ข้างของเรากันบ้าง เนื่องจากดวงตาเป็นอวัยวะที่เปราะบางและได้รับการกระทบกระเทือนได้ง่าย คุณผู้อ่านบางท่านที่สวมใส่คอนแทคเลนส์หรือมีความจำเป็นต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลาคงประสบปัญหาดวงตาขาดน้ำหล่อเลี้ยงเช่นเดียวกัน และการที่ดวงตาของเราแห้งผากเช่นนี้ก็คงเป็นสิ่งกวนใจไม่น้อยเลยทีเดียว วันนี้ Thaiza จึงนำเคล็ดลับง่ายๆ ทั้ง 8 ข้อมาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านเพื่อการดูแลสุขภาพดวงตาของเราให้ดีอยู่เสมอและปลอดภัยจากอันตรายอีกด้วย

    1. ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ

    โดยปกติแล้ว ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความชื้นค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงอื่นๆ ความจำเป็นในการใช้เครื่องเพิ่มความชื้นให้กับอากาศอาจจะไม่จำเป็นเท่าใดนัก แต่สำหรับคุณผู้อ่านบางท่านที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศต้องอยู่ในห้องแอร์แทบจะตลอดเวลา หรือในช่วงฤดูหนาวที่อากาศค่อนข้างแห้งก็อาจจะทำให้ดวงตาของเราขาดน้ำ และแห้งได้ การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศก็จะทำให้ร่างกายและอวัยวะต่างๆ ไม่สูญเสียความชุ่มชื้นมากเกินไปนัก ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เพิ่มความชื้นให้เลือกซื้อมากมาย แต่เพื่อนๆ ก็สามารถใช้วิธีที่ประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากขึ้นด้วยการตั้งแจกัน แก้ว หรืออ่างน้ำเล็กๆ ไว้ใกล้ๆ พื้นที่ที่เราอยู่

    2. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

    วิธีสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณหรืออวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่ง่ายและดีที่สุดก็คือการดื่มน้ำให้เพียงพอนั่นเอง เพราะนอกจากจะทำให้ผิวพรรณของเราดูเปล่งปลั่งแล้ว ดวงตาของเราก็จะชุ่มชื้น และไม่ระคายเคืองทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น การดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้วก็คงจะไม่ยากเกินความสามารถของเรา

    3. นวดเบาๆ

    การนวดคลึงเบาๆ บริเวณรอบดวงตาจะช่วยสลายคราบน้ำมันที่อาจอุดตันอยู่บริเวณต่อมน้ำตาและคราบน้ำมันที่อุดตันอยู่นี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ดวงตาขาดแคลนน้ำมาหล่อเลี้ยง เพียงใช้เวลา 1 นาทีเพื่อนวดบริเวณรอบดวงตาและเปลือกตาอย่างอ่อนโยน คราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ก็จะค่อยๆ สลายไป

    4. ปิดทีวี เลิกเล่นสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์

    ไม่ว่าจะเป็นทีวี สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์ที่ให้ความบันเทิงเริงใจกับเราได้ดี หรืออาจพูดได้ว่าบางครั้งสมาร์ทโฟนก็แทบจะเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกาย แต่เพื่อนๆ รู้กันบ้างไหมว่า การที่เราใช้สายตากับอุปกรณ์เหล่านี้มากเกินไปก็จะทำให้ปริมาณน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงดวงตาของเราเหือดแห้งลง ฉะนั้นแล้ว เราจึงควรหาเวลาพักสายตาจากการเพ่งมองที่จอของอุปกรณ์เหล่านี้สัก 20 วินาที ต่อการดูทีวี เล่นโทรศัพท์ 20 นาที วิธีการนี้จะช่วยให้ดวงตาของเราผลิตน้ำหล่อเลี้ยงขึ้นมาใหม่และให้สายตาได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้า

    5. กระพริบตาบ่อยๆ

    โดยปกติแล้ว มนุษย์เราจะสามารถกระพริบตาได้เองโดยเป็นไปตามปฏิกิริยาทางธรรมชาติ แต่ถ้าหากเราต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา การกระพริบตาของเราก็จะน้อยลงโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นเมื่อเพื่อนๆ รู้สึกว่าตาเริ่มแห้ง อย่าลืมที่จะกระพริบตาของเพื่อนๆ ให้บ่อยมากขึ้นนะคะ

    6. รับประทานกรดไขมันที่มีประโยชน์

    Omega 3 หรือ โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายนานัปการ เช่นเดียวกับดวงตาของเราที่สามารถมีสุขภาพดีขึ้นได้ หากรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ทั้งวอลนัท เมล็ดเจีย เมล็ดแฟลกซ์ ถั่วแระ ไข่แดง และแซลมอน

    7. ลดหวาน และน้ำตาล

    หลังจากที่คุณทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน การได้ทานเครื่องดื่มเย็นๆ หรือขนมหวานร้านโปรดก็อาจจะช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย และเติมพลังให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งแต่การรับประทานอาหารหรือขนมที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมากเกินไปก็จะส่งผลกระทบให้ดวงตาของเราขาดความชุ่มชื้นได้เช่นเดียวกัน

    8. หลีกเลี่ยงลมที่พัดแรงๆ

    เมื่อดวงตาของเราต้องปะทะกับลมที่พัดค่อนข้างแรงโดยตรงก็จะทำให้ดวงตาเกิดอาการระคายเคืองได้ ฉะนั้นแล้ว เพื่อไม่ให้ดวงตาของเราเกิดอาการระคายเคือง เพื่อนๆ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่ลมจากเครื่องปรับอากาศ พัดลม หรือลมจากธรรมชาติจะพัดมาสัมผัสดวงตาของเราโดยตรง

    ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญและเปราะบาง ดังนั้นเราจึงต้องใส่ใจและให้ความสำคัญในการดูแลไม่แพ้อวัยวะส่วนอื่นๆ เพื่อให้ดวงตาของเรามีสุขภาพที่ดี สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ ดวงตาคู่นี้ก็จะสามารถอยู่กับเราไปอีกนานแสนนานและนอกจากเคล็ดลับทั้ง 8 ข้อในการดูแลสุขภาพดวงตาแล้ว เพื่อนๆ อย่าลืมที่จะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่กันไปด้วยนะคะ





Sources: www.davidwolfe.com
www.remedydaily.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน