ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

ยาทารักษาสิวทำให้ผิวไหม้แดด ?



    ฉีดโบท็อกซ์แล้วตาเขียว ?   

        Q. ผมไปฉีดโบท็อกซ์เพื่อลบรอยตีนกา วันรุ่งขึ้นตกใจมากเพราะมีรอยเขียวที่ใต้ตา

        A. หลังการฉีดโบท็อกซ์เพื่อเสริมความงามอาจเกิดรอยช้ำจ้ำเลือดหรือตาเขียวแบบนี้ได้บ่อยทีเดียวครับ คือ พบประมาณร้อยละ 10–20 โดยเกือบทั้งหมดมักเกิดจากการฉีดรักษารอยตีนกา ทั้งนี้เพราะผิวหนังรอบดวงตามีเส้นเลือดฝอยมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก และผิวค่อนข้างบางอยู่แล้ว บวกกับการฉีดแก้ไขรอยตีนกาต้องฉีดหลายจุด บางจุดจึงมีโอกาสโดนเส้นเลือดฝอยที่อยู่ข้างใต้ ซึ่งอาจมองไม่เห็นจากภายนอก ฉะนั้นเพื่อลดการเกิดรอยจ้ำเลือดนี้ จึงไม่ควรรับประทานยาลดการแข็งตัวของเลือด (เช่น aspirin) ในช่วงก่อนฉีดยา โดยควรปรึกษาอายุรแพทย์ที่สั่งจ่ายยาเสียก่อนหากจะหยุดยาที่ใช้ประจำเหล่านี้ ขณะที่การใช้น้ำแข็งประคบผิวหนังก่อนฉีดยาอาจลดการเกิดรอยช้ำลงได้บ้าง ขณะที่หลังฉีดถ้าใช้แรงกดและใช้น้ำแข็งประคบก็อาจพอช่วยลดรอยช้ำจ้ำเลือดนี้ลงได้เช่นกัน รอยเขียวนี้มักจางหายไปเองในระยะเวลา 7-14 วัน ซึ่งระหว่างนี้คุณอาจจะใช้เมคอัพที่ค่อนข้างหนา หรือออกโทนสีเขียวทาปิดทับก็จะช่วยพรางรอยเขียวได้ ที่สำคัญขอแนะนำว่าหากจะฉีดโบท็อกซ์เพื่อต้องการใช้ใบหน้าในงานสำคัญ ควรฉีดล่วงหน้าอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพราะยามักออกฤทธิ์เต็มที่ในช่วง 2 สัปดาห์ และหากมีข้อแทรกซ้อนจากการฉีด เช่น รอยเขียว ก็ยังมีเวลาพอที่รอยช้ำจะจางหายไป

        สำหรับอาการแทรกซ้อนของโบท็อกซ์อื่นๆ ที่พบบ่อยนอกจากรอยช้ำจ้ำเลือดก็คือ อาการบวมบริเวณที่ฉีด ปวดบริเวณที่ฉีด หรือปวดศีรษะเป็นเวลานาน 2-3 ชั่วโมงหลังจากการฉีด และหนังตาบนตก ซึ่งข้อแทรกซ้อนเหล่านี้มักหายไปได้เองใน 2 สัปดาห์ 

     ยาทารักษาสิวทำให้ผิวไหม้แดดได้ไหม ?         

        Q. อยากถามว่ายาทารักษาสิวทำให้ผิวไหม้แดดได้ไหม และสามารถทายารักษาสิวเสี้ยนบีพีและกรดวิตามินเอพร้อมกันได้ไหมคะ?

        A. ยาทารักษาสิวกลุ่มกรดวิตามินเอทำให้ผิวไหม้แดดได้ง่ายจริงๆ เพราะยาทำให้ผิวหนังชั้นนอกสุด คือ ชั้นขี้ไคลบางตัวลง ซึ่งตามปกติผิวหนังชั้นขี้ไคลนี้จะกันแสงแดดไว้ได้มาก ดังนั้นหากใช้ยากลุ่มกรดวิตามินเอทารักษาสิวและรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่น ก็ควรจะต้องทาในเวลากลางคืนก่อนนอน และควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดจัด รวมถึงควรใช้ยากันแดดอย่างสม่ำเสมอ

       ส่วนที่ถามว่ายาทารักษาสิวเสี้ยนบีพี (BP: benzoyl peroxide) และกรดวิตามินเอ ทาพร้อมกันได้ไหมนั้น ยาทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นยาทาที่แพทย์และเภสัชกรมักแนะนำให้ใช้รักษาสิวเสี้ยน ซึ่งมีข้อควรระวัง คือ ห้ามทาในเวลาเดียวกัน เพราะบีพีจะทำให้กรดวิตามินเอไม่ออกฤทธิ์ จึงต้องเลี่ยงมาทาบีพีก่อนล้างหน้าในช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย แล้วทากรดวิตามินเอก่อนนอน ที่สำคัญถ้าใช้บีพีหรือกรดวิตามินเออยู่แล้วต้องระมัดระวังในการใช้กรดผลไม้ เพราะยาเหล่านี้มีโอกาสทำให้ผิวหน้าระคายเคืองได้ง่าย และในการใช้กรดวิตามินเอนั้นควรเริ่มด้วยความเข้มข้นต่ำก่อนแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้น สำหรับในบางราย นอกจากจะต้องใช้กรดวิตามินเอความเข้มข้นต่ำแล้ว ยังอาจต้องทายาวันเว้นวันไปจนกว่าผิวจะชินกับยาจึงจะสามารถทายาทุกวันได้ แต่ในปัจจุบันมียาทารักษาสิวกลุ่มผสมรวมสำเร็จรูปที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ยา เช่น ยาทาเรตินอยด์ (คือกรดวิตามินเอ) ผสมกับบีพีในหลอดเดียวกัน (เช่น adapalene 0.1% + benzoyl peroxide 2.5% gel) โดยให้ทาก่อนนอนวันละครั้งหลังอาบน้ำล้างหน้า เพราะแสงแดดเสริมจะฤทธิ์ระคายเคืองผิวหนังของยาตัวนี้ให้มากขึ้น ในกรณีนี้จึงอาจถือว่าสามารถทายารักษาสิวเสี้ยนบีพีและกรดวิตามินเอพร้อมกันได้


ที่มา ... HealthToday

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: