ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

ความปลอดภัยของการใช้เต้านมเทียมซิลิโคน



        การผ่าตัดเสริมเต้านมด้วยเต้านมเทียมแบบซิลิโคนนี้มีความปลอดภัยเพียงใด

    ซิลิโคนที่ใช้ทางการแพทย์คืออะไร    

        เราอาจจะได้ยินการใช้ซิลิโคนเพื่อประโยชน์ต่างๆมากมายตั้งแต่งานวัสดุก่อสร้าง, อาหาร, เครื่องสำอาง จนถึงการใช้กับเครื่องมือแพทย์ โดยซิลิโคนที่ใช้ในทางการแพทย์(medical-grade silicone) นั้นจะเป็นโพลีเมอร์ที่มีความบริสุทธิ์สูงซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของอนุพันธ์ dimethylsiloxaneซึ่งถือเป็นวัสดุที่แทบไม่มีปฎิกริยาต่อต้านกับเนื้อเยื่อของมนุษย์ ในปัจจุบันได้มีการใช้ซิลิโคนป็นส่วนประกอบในเครื่องมือแพทย์มากมายเช่นเข็มฉีดยา, สายน้ำเกลือ, เครื่องกระตุ้นหัวใจ(pacemaker),ลิ้นหัวใจเทียม,ข้อเทียม, สายระบายน้ำไขสันหลัง, วัสดุเสริมจมูกและใบหน้ารวมถึงเต้านมเทียมด้วย ซึ่งโครงสร้างของซิลิโคนจะมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน สำหรับเปลือกหุ้มของเต้านมเทียมจะใช้เป็นซิลิโคนที่มีการเสริมสารพวกซิลิคา(amorphous silica) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดการรั่วซึม

   ชนิดของเต้านมเทียม(breast implant)   
 
       ในปัจจุบันมีเต้านมเทียมที่ได้รับการรับรองจากFDAของสหรัฐอเมริกาอยู่2ชนิดคือแบบถุงน้ำเกลือและแบบซิลิโคนเจล โดยทั้งสองแบบจะมีเปลือกหุ้มเป็นซิลิโคนเหมือนกันต่างกันแต่เพียงวัสดุที่อยู่ภายในว่าจะเป็นน้ำเกลือหรือซิลิโคนเจล ในขณะที่เต้านมเทียมทั้งสองชนิดมีโอกาสที่จะแตกรั่วได้ทั้งคู่ การรั่วของน้ำเกลือจะตรวจพบได้ง่ายและไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกายในขณะที่การรั่วของซิลิโคนเหลวจะตรวจพบได้ยากกว่าและจะมีปฎิกิริยากับร่างกายได้มากกว่า แต่เหตุผลที่เต้านมเทียมแบบซิลิโคนเป็นที่นิยมมากกว่าก็เพราะสัมผัสและความยืดหยุ่นและรูปร่างเมื่อเสริมแล้วจะใกล้เคียงเต้านมธรรมชาติมากกว่า

   การศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยของเต้านมเทียม  

       เต้านมเทียมในท้องตลอดมีอยู่มากมายหลายชนิดและมาจากผู้ผลิตหลายประเทศ แต่มีเพียงสองบริษัทที่มีข้อมูลการศึกษาความปลอดภัยในมนุษย์ที่นานพอ(นานเกิน10ปี)และได้รับอนุญาตจากFDAของสหรัฐอเมริกาคือบริษัท AllerganและMentor ซึ่งทางFDAได้พิจารณาจากการศึกษาตั้งแต่ก่อนนำมาใช้มนุษย์ การศึกษาติดตามผู้ป่วยกลุ่มใหญ่เป็นระยะเวลานาน และการตรวจมาตรฐานการผลิตของโรงงาน ซึ่งในปี2011 ทางFDAได้รายงานสรุปคำแนะนำสำหรับประชาชนก่อนได้รับการผ่าตัดใส่เต้านมเทียมดังนี้

      แนะนำให้ผ่าตัดใส่เต้านมเทียมในผู้หญิงที่อายุ22ปีขึ้นไป 
      เต้านมเทียมทุกชนิดไม่สามารถใส่ได้ตลอดชีวิต ระยะเวลาที่ใส่ยิ่งนานจะยิ่งมีโอกาสเกิดปัญหาที่ทำให้ต้องผ่าตัดเพื่อเอาออกหรือเปลี่ยนได้ และผู้ที่ใส่เต้านมเทียมควรจะต้องตรวจเต้านมเป็นระยะไปตลอดชีวิต 
      ปัญหาแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดคือการที่เกิดพังผืดรัดรอบเต้านมเทียม(capsular contracture), การรั่วซึมของเต้านมเทียม,การเกิดรอยย่นของเต้านมเทียม, การไม่สมมาตรของเต้านม, แผลเป็นและการติดเชื้อ ซึ่งโอกาสเกิดปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งมีประมาณ20%ภายในระยะเวลา10ปี 
      การศึกษาจนถึงปัจจุบันไม่พบว่าการใช้เต้านมเทียมเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งเต้านมหรือการเกิดโรคเนื้อเยื่อผิดปกติ(connective tissue disorder),หรือข้ออักเสบรูมาตอยด์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามไม่มีการศึกษาใดมีคนไข้จำนวนมากและติดตามได้นานเพียงพอที่จะบอกได้อย่างแน่นอนว่าจะไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ 
      แนะนำให้ผู้ที่ใส่เต้านมเทียมแบบซิลิโคนเจลตรวจเต้านมด้วยMRIเพื่อดูการรั่วซึมซึ่งมักไม่มีอาการแสดงทุกสองปี

   คำถามที่ควรถามศัลยแพทย์เพิ่มเติมก่อนการผ่าตัดเพื่อใส่เต้านมเทียม    

         ก่อนการผ่าตัดทุกชนิด ผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลและสอบถามข้อสงสัยทุกข้อกับแพทย์ผู้รักษาเพื่อที่จะได้เข้าใจรายละเอียดของการผ่าตัดและการดูแลรักษาตัวหลังผ่าตัด ทั้งนี้ในกรณีที่ต้องการผ่าตัดเสริมเต้านมหรือผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของเต้านมควรถามคำถามต่างๆดังต่อไปนี้

      ตำแหน่งการใส่เต้านมเทียมว่าใส่ใต้กล้ามเนื้อหรือใส่ใต้เนื้อเต้านม 
      ความเสี่ยงและปัญหาแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดและแนวทางการแก้ไข 
      ขนาด รูปร่าง ลักษณะผิวของเต้านมเทียมที่เหมาะสมสำหรับตน รวมถึงตำแหน่งของแผลผ่าตัด 
      การปฎิบัติตัวหลังผ่าตัด การให้นมบุตร และการตั้งครรภ์ 
      หากผ่าตัดได้ผลไม่เป็นที่พอใจจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร

    สรุป      

        การผ่าตัดเพื่อใส่เต้านมเทียมมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นทุกวัน การเลือกศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดที่มีความเชี่ยวชาญ การติดตามข่าวสารความปลอดภัยของการใช้เต้านมเทียม การเลือกชนิดและยี่ห้อของเต้านมเทียม รวมถึงการซักถามข้อสงสัยก่อนการผ่าตัดล้วนมีความสำคัญที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีและเป็นที่น่าพึงพอใจ







ที่มา...รพ.รามาธิบดี

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: