Facebook Twitter
gPlus 

Beauty tips

รักษา “โรคเซ็บเดิร์ม” ได้ด้วยเคล็ดลับบ้านๆ

รักษา “โรคเซ็บเดิร์ม” ได้ด้วยเคล็ดลับบ้านๆ



     วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับ Seborrheic dermatitis ซึ่งเป็นโรคผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นได้เป็นประจำหากไม่รักษาความสะอาด ซึ่งโรค seborrheic นี้มีอีกชื่อที่เรารู้จักกันดีก็คือ โรคเซ็บเดิร์ม นั่นเองค่ะ อาการทั่วไปของโรคเซ็บเดิร์มคือผิวหนังขาดความสมดุล มันหรือแห้งเกินไป มีรังแคขึ้นมาก และมีอาการคันผิดปกติ สามารถเกิดขึ้นได้หลายบริเวณ ทั้งใบหน้า หนังศีรษะ หัวไหล่ แผ่นหลัง หู และลำคอ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเซ็บเดิร์มนั้น มักจะเกิดกับผู้ที่มีผิวมันมากเกินไป เกาผิวหนังจนถลอก ระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ร่างกายขาดแคลนวิตามิน D และฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ในการป้องกันมิให้โรคเซ็บเดิร์มเกิดขึ้นกับเรา ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง!

    1.ขจัดรังแคให้หมดไป
    รังแคเป็นอาการทั่วไปของโรคเซ็บเดิร์ม เราจึงควรที่จะกำจัดรังแคเหล่านั้นให้หมดไปด้วยสูตรรักษาจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าวทาบริเวณหนังศีรษะเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น แชมพูสมุนไพรสูตรรักษารังแค ไม่สระผมบ่อยเกินไปหมั่นรับประทานอาหารที่เพิ่มสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบอร์รี่ หรือผักใบเขียวชนิดต่างๆ และดูแลไม่ให้บ้านเรือนหรือห้องนอนชื้นเกินไป

    2.บำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกัน
    ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเซ็บเดิร์มได้ง่ายกว่าปกติ เพียงเพื่อนๆ พักผ่อนให้เพียงพอ (วันละ 7-8 ชั่วโมง) ทานอาหารเสริมเช่น โอเมก้า3 ใช้เวลาว่างในการผ่อนคลาย เช่น โยคะ อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ เลือกทานอาหารที่ช่วยเพิ่มฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ เช่น กระเทียม ขิง กล้วย อะโวคาโด้ เมล็ดแฟลกซ์ และน้ำมันมะพร้าว

    3.หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ
    ในปัจจุบันมีอาหารสำเร็จรูปในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพให้เราได้เลือกสรรรับประทานกันมากมาย แต่ในบางครั้ง ความสะดวกสบายก็มักมาพร้อมกับสิ่งแอบแฝงที่อาจเป็นอันตรายต่อระภูมิคุ้มกัน และทำให้ร่างกายอักเสบได้ง่าย เช่น น้ำตาลที่เป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารที่ผ่านการทอด หรือมีไขมันทรานส์ (ไขมันชนิดไม่ดี) ฉะนั้นหากลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ได้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเซ็บเดิร์มได้อีกด้วย

    4.ร่างกายไม่ควรขาดน้ำ
    การดื่มน้ำอยู่เป็นระยะๆ เพื่อรักษาระดับความชุ่มชื้นและปริมาณน้ำในร่างกายให้เหมาะสมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีไม่น้อยในการรักษาโรคเซ็บเดิร์ม เมื่อร่างกายมีน้ำเพียงพอก็จะช่วยบำรุงผิวพรรณไม่ให้แห้งตึงจนเกิดการอักเสบ ขจัดรังแคให้น้อยลง ฉะนั้นเพื่อนๆ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มคาเฟอีน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากเนื่องจากจะยิ่งทำให้ผิวพรรณแห้งตึงและสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ หมั่นจิบน้ำเปล่าเป็นระยะๆ ดีกว่าดื่มรวดเดียวจนหมด หรือจะเปลี่ยนเป็นชาเขียวสูตรไม่มีน้ำตาล น้ำผลไม้คั้นสดเย็นชื่นใจก็ได้เช่นเดียวกัน

    5.น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันหอมระเหยอื่นๆ
    น้ำมันมะพร้าว เปรียบเสมือนวัตถุดิบที่มีสรรพคุณครอบจักรวาล ทั้งด้านสุขภาพไปจนถึงความสวยความงาม และน้ำมันมะพร้าวก็ยังสามารถช่วยรักษาโรคเซ็บเดิร์มได้อีกด้วยเนื่องจากในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราอันเป็นสาเหตุของโรคเซ็บเดิร์มนั่นเอง แต่นอกจากจะมีน้ำมันมะพร้าวแล้ว เพื่อนๆ ยังสามารถใช้น้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จาก ต้นซีดาร์วูด (cedar wood) ตะไคร้ โรสแมร์รี่ ลาเวนเดอร์ และต้นทีทรี ได้เช่นเดียวกัน เพียงใช้น้ำมันหอมระเหยซีดาร์วูด โรสแมร์รี่และทีทรี อย่างละ 8 หยด น้ำผึ้งดิบ 1 ช้อนชา น้ำมันมะพร้าว 3 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันในภาชนะที่เตรียมไว้นำมาชโลมบริเวณที่เป็นเซ็บเดิร์ม เพื่อขจัดรังแค บรรเทาอาการคัน และเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

    6.รับประทานซิงก์
    เมื่อร่างกายขาดแคลนซิงก์ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายหรือผิวพรรณเกิดการระคายเคือง หากเพื่อนๆ รับประทานวิตามินประเภทซิงก์ก็จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างรวดเร็วหรือจะเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารดังกล่าวอุดมอยู่มากอย่าง ผักโขม ถั่วแดง (kidney bean) เมล็ดแฟลกซ์ และเมล็ดฟักทอง

    7.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ความงามที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
    ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่าในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ความงามทั้งหลายล้วนมีสารเคมีหลายชนิดเป็นส่วนผสมหลัก เช่น พาราเบน สาร sodium laureth sulfate (สารที่ให้ฟองในแชมพู สบู่ ฯลฯ) และ Sodium Lauryl Sulfate หากเพื่อนๆ ไม่ศึกษาหรือดูส่วนผสมให้รอบคอบก็อาจจะเป็นอันตรายต่อผิวหนังของเราได้ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติเพื่อปกป้องผิวพรรณของเราจะดีกว่าค่ะ

     ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะกับเคล็ดลับที่เรานำมาฝากคุณผู้อ่านในวันนี้และนอกจากวิธีการป้องกันรักษาที่ปลอดภัยแล้ว สิ่งที่ควรปฏิบัติให้ดีก็คือการรักษาความสะอาดของผิวหนังนั่นเองค่ะ





www.davidwolfe.com
www.haamor.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน