ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

การดูแลผิวหนังในคนทำงานบ้าน



    โรคผิวหนังในคนที่ทำงานบ้าน โดยมากมักจะเกิดจากการแพ้สัมผัสสารต่าง ๆ ที่ใช้อยู่เป็นประจำ

    สาเหตุ
    โดยมากจะเป็นผื่นผิวหนังจากการแพ้สัมผัส ซึ่งอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น น้ำยาทำความสะอาด สบู่ หรือแม้แต่การถูกน้ำบ่อย ๆ ล้วนแต่ทำให้เกิดผื่นแพ้จากการสัมผัสได้ทั้งสิ้น โดยอาการแพ้จะเป็นตามตำแหน่งที่มีการสัมผัสโดยตรง

    ผื่นแพ้สัมผัส (contact dermatitis) จะแบ่งออกไปเป็น
    1. ผื่นแพ้สัมผัสระคายเคือง (irritant contact dermatitis) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะที่มือเกิดจากการสัมผัสสารระคายเคืองซ้ำ ๆ เช่น ผงซักฟอก, น้ำยาทำความสะอาด, สบู่, หรือน้ำ สารระคายเคืองจะเกิดปฎิกริยากับผิวหนังโดยตรง โดยไม่ต้องกระตุ้นผ่านกระบวนการภูมิแพ้ของร่างกาย

    2. ผื่นแพ้สัมผัสสารภูมิแพ้ (allergic contact dermatitis) เป็นปฏิกริยาภูมิแพ้ที่เกิดจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งเป็นสารที่ผสมอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในบ้าน หรือ น้ำยาทำความสะอาด เช่น สารกันบูด (preservative), น้ำหอม (fragrance), ถุงมือยาง (rubber glove), พลาสเตอร์ยา (colophony), และพลาสติก (plastic material)

    อาการและอาการแสดง
    1. ผื่นแพ้สัมผัสระคายเคือง อาการผื่นแพ้ มักจะมีอาการแดง เจ็บ แห้ง หนา แตกได้ โดยอาการจะเรื้อรัง และเป็น ๆ หาย ๆ หากยังไม่หลีกเลี่ยง
    2. ผื่นแพ้สัมผัสสารภูมิแพ้ อาการผื่นแพ้ในกลุ่มนี้ จะมีอาการแดง คัน ถ้าอาการรุนแรงมากอาจจะมีน้ำเหลืองแฉะ แต่ถ้ามีอาการเป็นมานาน ผื่นอาจจะหนาขึ้นได้

    การวินิจฉัยโรค
    การวินิจฉัยว่า ผู้ป่วยผื่นแพ้สัมผัสสารภูมิแพ้ จะแพ้สารตัวใดจะต้องทำการทดสอบ patch test เพื่อจะทำให้ทราบสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้

    การวินิจฉัยแยกโรค
    ส่วนการวินิจฉัยแยกโรค ขึ้นกับตำแหน่งที่เกิดอาการ โดยมากต้องแยกกับผื่นผิวหนังอักเสบอื่น ๆ เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis)

    การรักษา
    การรักษาแบ่งเป็น 2 อย่าง ทั้งการทายา และการรับประทานยา
    กลุ่มยาทา เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบบริเวณผื่นที่เป็น โดยชนิดของยาสเตียรอยด์ขึ้นกับตำแหน่งที่รอยโรคเป็น กลุ่มยารับประทาน โดยมากแพทย์มักให้ยาต้านฮีสตามีน (antihistamine) ให้ผู้ป่วยเพื่อลดอาการคัน

    คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
    สิ่งสำคัญที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการ และมีการป้องกันตัวเองไม่ให้สัมผัสสารต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ดังนี้

    หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารระคายเคืองโดยตรง
    เนื่องจากผู้ป่วยมักจะมีอาการ แดง คัน ผิวหนัง แห้ง แตก ซึ่งง่ายต่อการระคายเคืองมากกว่าคนปกติ ยิ่งหากยังต้องสัมผัสสารระคายเคืองอยู่ อาการแพ้ก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น สารที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น สบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาดบ้าน ผงซักฟอก หรือแม้แต่น้ำเปล่าก็ตาม ผู้ป่วยไม่ควรล้างมือบ่อยเพราะก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องล้างมือบ่อย แนะนำว่าให้ผู้ป่วย เช็ดมือให้แห้งทุกครั้ง และทาครีม หรืออุปกรณ์บำรุงผิว เพื่อให้เป็นการป้องกันอีกชั้นหนึ่งหลังล้างมือทุกครั้ง ผู้ป่วยควรหมั่นทาครีมบำรุงเป็นประจำ โดยครีมทามือควรจะเป็นครีมที่ไม่ผสมสารที่มักจะเกิดการแพ้ได้ เช่น ไม่ควรผสมน้ำหอม หรือผสมสารเคมีที่มากไป

    ถ้าหากจำเป็นต้องสัมผัสจริง ๆ ก็ควรต้องมีอุปกรณ์ที่ป้องกันด้วย เช่น การสวมถุงมือ โดยถุงมือที่ความสามารถป้องกันสารที่ต่างชนิดกัน โดยทั่วไปการทำงานบ้าน ใช้เพียงถุงมือยางก็เพียงพอ ยกเว้นผู้ที่มีประวัติแพ้ถุงมือยางมาก่อน ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ถุงมือพลาสติกหรือถุงมือไวนิล (vinyl) แทน และในขณะที่ทำงานอาจต้องป้องกันไม่ให้น้ำ หรือน้ำยาซึมเข้าถุงมือ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับการไม่ได้ป้องกันใด ๆ เลย

    สุดท้ายหากการหลีกเลี่ยงแล้วอาการผู้ป่วยก็ยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้องต่อไป


สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: