Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

โรคอารมณ์ 2 ขั้วคืออะไร? แล้วจะจัดการได้อย่างไรด้วย 6 วิธี

โรคอารมณ์ 2 ขั้วคืออะไร? แล้วจะจัดการได้อย่างไรด้วย 6 วิธี



     หากพูดถึง Manic depression คุณผู้อ่านหลายๆ ท่านคงเริ่มสงสัยกันขึ้นมาแล้วว่ามันคืออะไร? ใช่อาการของโรคซึมเศร้าแบบหนึ่งหรือเปล่า คำตอบที่ถูกต้องก็คือ Manic depression เป็นอีกชื่อหนึ่งของโรค Bipolar disorder หรือโรคอารมณ์สองขั้วนั่นเองค่ะ

    ลักษณะอาการของโรคอารมณ์สองขั้วก็คือผู้ป่วยจะมีอารมณ์แปรปรวนไปมาระหว่างอารมณ์ซึมเศร้า (major depressive episode) สลับกับช่วงที่อารมณ์ดี มากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania) โดยอารมณ์ดังกล่าวนี้อาจกินเวลานานเป็นสัปดาห์ หรือหลายเดือน

    ทั้งนี้ทั้งนั้น โรคอารมณ์สองขั้ว หรือ ไบโพลาร์ เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้หากปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ก็มีโอกาสกลับมาเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ หากมีอาการสุ่มเสี่ยงหรือเข้าข่ายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น มีปัญหาในการทำงาน ไม่ค่อยมีสมาธิ ปัญหาเรื่องการนอนหลับพักผ่อน ขาดเหตุผลในการตัดสินใจ เป็นต้น คงดีกว่าถ้าหากว่าเราสามารถป้องกันไม่ให้โรคนี้เกิดขึ้นกับตนเอง วันนี้ Thaiza ก็มี วิธีง่ายๆ ในการจัดการอารมณ์หรือความสุ่มเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวนี้

    1. Cognitive Behavior Therapy

    Cognitive Behavior Therapy หรือ ความคิดและพฤติกรรมบำบัด เป็นวิธีลำดับต้นๆ ที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ หรือโรคทางอารมณ์อื่นๆ กลไกของ Cognitive Behavior Therapy ก็คือการค้นหาความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นเมื่อเรากำลังรู้สึกแย่ หรือมีปัญหาทำให้เราสามารถตระหนักถึงปัญหาและแหล่งที่มา เพื่อปรับเปลี่ยนความคิดให้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและรู้สึกดีกับตนเองมากขึ้น ความคิดและพฤติกรรมบำบัดยังสามารถนำไปใช้ปรับเปลี่ยนความคิดสำหรับคนปกติได้อีกด้วย

    2. Exercise

     การออกกำลังกายเปรียบเสมือนยาวิเศษที่ช่วยบรรเทาอาการป่วยและโรคต่างๆ ได้ชะงัดนัก อีกทั้งยังทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดี ฉะนั้นจงอย่าอิดออดที่จะหาเวลาว่างเล็กๆ น้อยๆ เพื่อออกกำลังกาย ทั้งการวิ่ง จ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ และอื่นๆ เมื่อคุณได้เคลื่อนไหวร่างกายก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น ช่วยขับไล่ความคิดหรืออารมณ์ที่ขุ่นมัวออกไป แน่นอนว่า ร่างกายของเราจะแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย มีแต่กำไรเห็นๆ

    3. Eating a Healthy Diet

    หากคุณรู้สึกว่าอารมณ์ของตนเองกำลังขึ้นๆ ลงๆ หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไบโพลาร์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นอีกวิธีในการรักษาได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากอาหารหรือผลไม้บางชนิดจะมีสรรพคุณต่อส่งผลต่ออารมณ์ของเรา มีผลการวิจัยที่รายงานว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สามารถต่อสู้กับอาการของโรคไบโพลาร์ได้ดีกว่าผู้ที่ทานอาหารไม่มีประโยชน์

    4. Yoga and meditation

    การทำสมาธิหรือการฝึกจิตให้สงบเป็นอีกหนทางที่ช่วยให้เราตระหนักรู้และสามารถควบคุมอารมณ์ไม่ให้เตลิด อีกทั้งยังช่วยให้เพื่อนๆ มองเห็นปัญหาหรือสิ่งที่กำลังรบกวนจิตใจได้อย่างชัดเจน สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่ถนัดในการทำสมาธิ หรือกำลังเป็นมือใหม่ โยคะก็เป็นทางเลือกที่จะช่วยฝึกสมาธิให้กับเราได้ มีการศึกษากลุ่มผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ที่เข้ารับการฝึกโยคะเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้ป่วยเหล่านั้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน ทั้งการบริหารจัดการอารมณ์ ความจำดีขึ้น สามารถทำงานได้สำเร็จลุล่วงตรงตามจุดประสงค์ อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะมีสมาธิ สติ และมีเหตุมีผลมากยิ่งขึ้น



    5. Supplements

    อาหารเสริมประเภทที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลักมีประสิทธิภาพในการช่วยควบคุมอารมณ์และจิตใจของเราให้คงที่และสงบ และยังช่วยให้ผ่อนคลายจากความเครียดความกังวลได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น โสมเกาหลี โสมอินเดีย ใบโหระพา และโรดิโอลา สามารถช่วยลดฮอร์โมนความเครียด รักษาสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายเพิ่มประสิทธิภาพในการคิดและสมาธิ หรือจะเป็น เซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort)สมุนไพรยอดฮิตที่มักนำมาใช้รักษาอาการซึมเศร้า และทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีน้ำมันหอมระเหยจากดอกลาเวนเดอร์ และคาโมไมล์ ที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายและบรรเทาความเครียดก่อนเข้านอน

    6. Reducing stress

    ความเครียดคือตัวการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราอย่างรุนแรงทั้งจากภายในภายนอก จึงสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวที่เราควรจะมีกิจกรรมคลายเครียดตามแบบฉบับของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง เขียนไดอารี่ ออกกำลังกาย โดยให้กิจกรรมเหล่านี้ได้เข้าไปอยู่ในตารางชีวิตประจำวันแต่ละวันของคุณ เพื่อไม่ให้ร่างกาย อารมณ์ และสมองของเราเครียดขึงจนเกินไป การวางแผนระยะยาวอย่างเช่น การออมเงิน การออกไปเที่ยว ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยดึงความสนใจของคุณจากความเครียดได้ดี

    ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคไบโพลาร์ หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกล้วนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หมั่นสำรวจอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรมของตนเองและคนรอบข้างอยู่เสมอ เพราะโรคเหล่านี้อาจเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะช่วยให้เรารู้ถึงปัญหาได้อย่างชัดเจนและรักษาได้อย่างตรงจุด



www.davidwolfe.com
www.med.mahidol.ac.th
www.somdet.go.th
www.psychologytoday.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน