Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

9 คุณประโยชน์เด็ดจากลูกพลัม

9 คุณประโยชน์เด็ดจากลูกพลัม



    หากเอ่ยชื่อ “ลูกไหน” เพื่อนๆ ก็อาจจะกำลังงงว่า เอ๊ะ ลูกไหน? คืออะไร แล้วมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้ว ลูกไหน คือผลไม้ชนิดเดียวกับลูกพลัม (plums) นั่นเองค่ะ ส่วนชื่อลูกไหนก็เป็นชื่อที่คนไทยและจีนใช้เรียก ซึ่งในที่นี้ เราจะขอเรียกทับศัพท์ว่า “ลูกพลัม” เพื่อป้องกันการสับสนนะคะ

    แต่ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ ลูกพลัม กันก่อนดีกว่าว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
     ซึ่งต้นกำเนิดของลูกพลัมนั้นมีที่มาจากหลากหลายประเทศ ทั้งแถบเอเชีย อินเดีย และสหรัฐอเมริกา เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับบ๊วย ลูกท้อ และเชอร์รี่ มีหลากหลายสายพันธ์ให้เลือกรับประทาน ตัวเนื้อมีสีเหลืองสด รสชาติหวานฉ่ำ สามารถกินได้ทั้งสดๆ หรือจะนำมาแปรรูปอย่างการแช่อิ่ม ดองและตากแห้ง ที่เรารู้จักกันดีในชื่อลูกพรุน นอกจากนี้ เจ้าลูกพลัมยังเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ด้านร่างกาย และสุขภาพ เพราะมีคุณค่าทางสารอาหารที่ค่อนข้างสูง ทั้งไฟเบอร์ แมกนีเซียม เหล็ก โพแทสเซียม และวิตามิน B ฉะนั้นแล้ว มันจึงเป็นผลไม้ที่สามารถรักษาโรคและบำรุงร่างกายได้มากมาย เช่น

    1.อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
    สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามิน C และไฟโตนิวเทรียนท์ในลูกพลัมจะช่วยป้องกันภาวะ oxidativestress (ภาวะเซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเสื่อมต่างๆ อย่างมากมายในร่างกาย อีกทั้งวิตามิน C ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูอ่อนกว่าวัย

    2.กินง่าย ขับถ่ายคล่อง
    ในลูกพลัมอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งมีคุณค่านานัปการต่อระบบขับถ่ายของมนุษย์เรา ทำให้เราสามารถขับถ่ายได้สะดวก และเป็นกิจวัตร คุณผู้อ่านที่ชื่นชอบรับประทานเนื้อสัตว์ทั้งหลาย แต่ไม่ชอบทานผักผลไม้ก็คงจะทราบกันดีว่ากว่าจะถ่ายแต่ละครั้งนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร หากเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์อยู่ก็จะให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ปราศจากอาการท้องผูกและไฟเบอร์ก็ยังมีส่วนช่วยในการย่อยคาร์โบไฮเดรตให้มีขนาดที่เล็กลง ทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

    3.ลดคอเลสเตอรอลที่ไม่พึงประสงค์
    คอเลสเตอรอลมีทั้งชนิดที่ดีและไม่ดี ฉะนั้นเราจึงควรหาทางกำจัดคอเลสเตอรอลที่ไม่พึงประสงค์ในร่างกายให้หมดไปและไฟเบอร์จำนวนมากมายที่อยู่ในลูกพลัมก็จะเป็นตัวช่วยชั้นดีในการลดคอเลสเตอรอลเหล่านี้โดยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราดูดซึมคอเลสเตอรอลไม่ดีเข้ามามากเกินไป

    4.บำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด
    ระบบหัวใจ และหลอดเลือดก็เป็นระบบที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าระบบอื่นๆ โดยการสูบฉีดเลือดและลำเลียงไปยังส่วนต่างๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถดำรงอยู่ได้ หากเพื่อนๆ รับประทานลูกพลัมเป็นประจำก็จะช่วยบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรง ทำให้ร่างกายปลอดภัยจากโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และหลอดเลือด อีกทั้งยังมีวิตามิน K ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง ป้องกันคราบและสิ่งสกปรกที่อาจจะเข้ามาเกาะหลอดเลือดแดงได้ทุกเมื่อ

    5.ความจำดีเยี่ยม
    ในลูกพลัมยังมีสารไฟโตนิวเทรียนท์ (phytonutrients) หรือสารพฤกษเคมีที่สามารถพบได้ในพืชและผลไม้เท่านั้น โดยสารดังกล่าวนี้จะมีหน้าที่บำรุงระบบสมองไม่ให้อักเสบ หรือติดเชื้อได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างทักษะในการรับรู้ให้ดีอยู่เสมอ โรคที่เกี่ยวกับสมองอย่าง โรคอัลไซเมอร์ หรือพาร์กินสันก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลงตามลำดับ

    6.ผิวสวยกระจ่างใส
    วิตามิน C เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่ที่อุดมอยู่ในลูกพลัม ช่วยบำรุงให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งกระจ่างใส ชุ่มชื่น ลดเรือนริ้วรอย และดูอ่อนเยาว์ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการสมานแผลจากการบาดเจ็บ บรรเทาอาการอักเสบ ทำให้รอยแผลเป็นดูจางลงจนเห็นได้ชัด

    7.ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง
    คุณประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของวิตามิน C ก็คือช่วยเสริมสร้างภูมิให้กับระบบภูมิคุ้มกันของเรา ไม่ต้องประสบกับปัญหาไข้หวัดบ่อยๆ และเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง ร่างกายก็จะสามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และอาการป่วยต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

    8.ต่อต้านโรคเบาหวาน
    ลูกพลัม เป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีทางน้ำตาลที่ค่อนข้างต่ำ ช่วยปกป้องร่างกายจากภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีเส้นใยอาหาร และฟลาโวนอยด์ที่จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ

    9.บำรุงกระดูกให้แข็งแรง
    สารโพลีฟีนอล และโพแทสเซียมในลูกพลัม มีบทบาทสำคัญในการช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ลดโอกาสเสี่ยงของภาวะกระดูกแตกหักง่าย หรือโรคกระดูกพรุน

     ถึงแม้ว่าลูกพลัมจะมีคุณค่าทางร่างกายมากมาย แต่ผลข้างเคียงก็มีอยู่เช่นกัน ด้วยโพแทสเซียมที่มีอยู่ค่อนข้างสูง ซึ่งสามารถเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไตวายได้ และสำหรับผู้ที่มีธาตุอ่อนก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้นั่นเอง หากเรารับประทานแต่พอดีก็จะส่งผลดีด้วยเช่นกัน





Sources: www.davidwolfe.com
www.medthai.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน