Facebook Twitter
gPlus 

เคล็ดลับสุขภาพ

9 เคล็ดลับแสนง่าย บอกลาโรคเริมให้หมดไป

9 เคล็ดลับแสนง่าย บอกลาโรคเริมให้หมดไป



    บทความในวันนี้ มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านที่เคยประสบปัญหากับโรคผิวหนังชนิดหนึ่งอย่าง “เริม” (cold sore) กันเช่นเคยค่ะ สาเหตุของโรคเริมที่ปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus) มีลักษณะเป็นตุ่มแดงใส ปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่เกิด อีกทั้งยังใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าแผลจะค่อยๆ หาย นอกจากจะทานยาตามใบสั่งแพทย์แล้ว เราไปดูกันดีกว่าว่ามีวิธีพื้นบ้านใดอีกที่สามารถช่วยเร่งให้แผลของเราหายเร็วขึ้นได้บ้าง

    1. อาหารเสริมภูมิต้านทาน

    ระบบภูมิต้านทานที่อ่อนแอเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคกระจายเข้าสู่ร่างกายของเราได้ง่าย การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน และแร่ธาตุนานาชนิดจะช่วยอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง เมื่อภูมิต้านทานแข็งแรง ร่างกายก็จะกำจัดเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคเริมได้ดียิ่งขึ้น เพื่อนๆ สามารถรับประทานอาหารที่มี Probiotics (ช่วยเสริมสร้างแบคทีเรียดีในร่างกาย) เช่น โยเกิร์ต น้ำผลไม้ ผักดอง เครื่องดื่มจากถั่วเหลือง และผักผลไม้สดเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินอย่างเพียงระบบภูมิต้านทานจะแข็งแรงขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

    2. วิตามิน E

    วิตามิน E มีบทบาทหน้าที่ในการรักษาโรคเริมได้ดี ทั้งช่วยบรรเทาความเจ็บปวด อาการอักเสบและซ่อมแซมผิวบริเวณที่เกิดโรคไม่ให้ทิ้งรอยไว้มากเกินไปนัก ในวิตามิน E ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อผิวพรรณ เพื่อนๆ สามารถเลือกรับประทานวิตามิน E ธรรมชาติชนิดแคปซูล หรือรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน E อย่างผักโขม มันหวาน อาโวคาโด้ เมล็ดทานตะวัน และน้ำมันมะกอก

    3. วิตามิน C

    วิตามิน C เป็นแหล่งของสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลากชนิด สามารถช่วยกำจัดเชื้อโรค และบรรเทาอาการติดเชื้อที่มักมาพร้อมกับโรคเริมได้เป็นอย่างดี เพียงรับประทานวิตามิน C ชนิดแคปซูลเป็นประจำทุกวัน และเติมวิตามิน C ให้กับร่างกายด้วยผลไม้สดอย่าง ส้ม กีวี่ เกรปฟรุ๊ตและผักเคล เป็นต้น

    4. ว่านหางจระเข้

    เมื่อนึกถึงสมุนไพรที่ช่วยปลอบประโลมผิวได้เป็นอย่างดีก็คงจะหนีไม่พ้น ว่านหางจระเข้ อย่างแน่นอน ด้วยคุณประโยชน์นานาชนิด ทั้งสารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน แร่ธาตุ และเอ็นไซม์ต่างๆ ที่จะช่วยบรรเทาการติดเชื้อ ลดอาการอักเสบบริเวณแผล และทำให้อาการจากโรคค่อยๆ ฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อนๆ สามารถใช้เจลว่านหางจระเข้ 100% หรือว่านหางจระเข้สดจากต้นก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่ต่างกันค่ะ

    5. ซิงก์

    จากผลการทดลองที่ตีพิมพ์ในวารสาร Alternative Therapies for Health and Medicine พบว่าวงจรโรคเริมของผู้ป่วยที่รักษาด้วยการทานซิงก์ภายใน 24 ชั่วโมงมีอายุสั้นลงอย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยคุณประโยชน์จากซิงก์ที่ช่วยสมานแผล ขจัดเชื้อโรค และบรรเทาอาการอักเสบไปพร้อมๆ กัน หากใครที่กำลังป่วยโรคดังกล่าวอยู่นี้ ลองรับประทานซิงก์แคปซูล ชนิด 500 มิลลิกรัม เป็นประจำทุกวัน หรือเมล็ดฟักทอง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ และเห็ดชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญอย่างซิงก์ด้วยนั่นเอง

    6. น้ำมันเปปเปอร์มินต์

    น้ำมันหอมระเหย (essential oil) เป็นวัตถุดิบที่เรียกได้ว่ามีประโยชน์ครอบจักรวาล นำมาใช้ได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าและน้ำมันหอมระเหยสกัดจากต้นเปปเปอร์มินต์ซึ่งมีฤทธิ์กำจัดไวรัสและแบคทีเรียก็สามารถนำมารักษาโรคเริมได้เช่นกัน เพียงนำน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์ 1-2 หยดผสมกับน้ำมันมะพร้าวและใช้ทาบริเวณแผล

    7. น้ำมันวานิลลา

    น้ำมันวานิลลา หรือสารสกัดจากวานิลลามีสรรพคุณช่วยรักษาบรรเทาอาการอักเสบ และอาการปวดจากโรคเริมได้เป็นอย่างดี เพียงใช้สำลีก้าน หรือคอตตอนบัดจุ่มกับน้ำมัน หรือสารสกัดจากวานิลลาเข้มข้น และแต้มผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคเริม 1-2 นาที แล้วจึงนำออก ทำติดต่อกัน 4 ครั้งต่อวัน อาการของโรคจะค่อยๆ ดีขึ้น

    8. เปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่

    ในขณะที่เป็นโรคเริม เพื่อนๆ ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันเพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรค และการติดเชื้ออื่นๆ เพิ่มเติม เมื่อหายเป็นปกติก็ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันอีกครั้งเพื่อไม่ให้เชื้อโรคกลับมาอีก

    9. น้ำแข็ง

    การประคบเย็นสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดจากโรคเริม อีกทั้งยังลดอาการบวม และอาการอักเสบได้อีกด้วยนะคะ เพียงใช้ผ้าห่อน้ำแข็ง หรือเจลประคบเย็นตรงบริเวณที่เกิดโรคประมาณ 10 นาที แล้วจึงนำออก สามารถประคบได้หลายครั้งภายใน 1 วันตามความต้องการค่ะ

    นอกจากการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว เพื่อนๆ ยังสามารถนำ 9 เคล็ดลับที่เรานำมาฝากในวันนี้ไปประยุกต์ใช้ได้อีกด้วย จากวัตถุดิบที่มีอยู่ในครัวเรือน เรียกได้ว่าทั้งสะดวก ประหยัดเวลา สบายกระเป๋า และทำให้อาการป่วยของเราหายเร็วขึ้น นอกจากนี้ เพื่อนๆ ยังควรพักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาความสะอาดของร่างกายเป็นประจำก็จะช่วยให้โรคดังกล่าวไม่เกิดขึ้นอีก


Source: www.davidwolfe.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน