แฟชั่น สุขภาพ ลดน้ำหนัก แต่งหน้า Fashion ความรัก ความงาม เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น ทรงผม

ทำไมคนเราถึงข้อเข่าเสื่อม?



    ‘หัวเข่า’ เป็นอวัยวะในร่างกายที่เหมือนกับการปิดทองหลังพระ เพราะไม่ได้เห็นการใช้ประโยชน์ได้โดยตรง เหมือนปาก นิ้ว มือ หรือเท้า

    จนบางครั้งเราก็เกือบลืมความสำคัญของเจ้าอวัยวะชิ้นนี้ไป จนกระทั่งจู่ๆ ข้อเข่าก็เกิดปวดบวมร้อน เหยียดได้ไม่สุด นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนจากอวัยวะชิ้นนี้ว่ากำลังต้องการความช่วยเหลือ

    ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคด้านข้ออันดับ 1 ของคนไทย มักเกิดในช่วงอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ก็สามารถส่งผลให้เกิดอาการข้อเข้าเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ เพราะ ข้อเข่า เป็นส่วนที่ถูกใช้งานมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง กระโดด ลุก นั่ง ข้อเข่าล้วนต้องรับน้ำหนักตัวของคนๆ นั้นและแรงกดกระแทกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการสึกหรอ และการสึกหรอที่กระดูกรอบๆ ข้อเข่านี้เอง ที่ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณข้อเข่า

    ข้อเข่าเสื่อมสามารถส่งต่อทางกรรมพันธุ์ได้ แม้จะไม่เต็ม 100% แต่หากคุณยาย คุณย่าเป็นก็อาจส่งผลให้ลูกหลานเป็นได้เร็วกว่าปกติ

    อาการบอกโรคข้อเข่าเสื่อม

    - ข้อฝืดขณะเคลื่อนไหว อาจมีความรู้สึกเจ็บบ้าง
    - รู้สึกมีเสียงเสียดสีจากภายในข้อ แต่ไม่ใช่เสียงดังกรอบแกรบเวลาขยับ หากเป็นเสียงที่หูได้ยินเวลาขยับนั่นอาจบอกว่ากล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ ข้อเข่าหย่อน ไม่กระชับ
    - มุมองศาการเคลื่อนไหวลดลง
    - งอเข่า เหยียดข้อได้ไม่สุดเหมือนเคย
    - ปวดเข่า ตึงน่อง เมื่อยน่อง
    - เข่าบวม รู้สึกเคลื่อนไหวแล้วไม่มั่นคง เหมือนเข่าหลวม
    - เข่าผิดรูป โก่งออกนอก

    พฤติกรรมทำซ้ำที่ยิ่งทำก็ยิ่งทำร้ายข้อเข่า

    ได้แก่ นั่งงอเข่ามากกว่า 90 องศา เช่น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ คลานเข่า คุกเข่า หรือเคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณดังกล่าว
    
    การกระโดด ก็เป็นหนึ่งพฤติกรรมที่ทำร้ายข้อเข่า แม้การกระโดดจะมีแรงอัดกระแทกประมาณ 3-5 เท่า ในขณะที่ความจริงข้อเข่าสามารถรับแรงได้ถึง 7 เท่า แต่หากทำซ้ำบ่อยๆ กระดูกส่วนที่ทำหน้าที่รองรับก็จะสึกหรอเร็วขึ้น

    การที่เรามีน้ำหนักตัวมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เข่าต้องทำหน้าที่รับแรงกดกระแทกในแต่ละอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน หรือนั่ง จะเห็นได้ว่าคุณหมอมักจะแนะนำให้ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดีสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

    วิธียืดระยะให้ข้อเข่าอยู่กับเราไปนานๆ

    - พยายามเลี่ยงการนั่งงอเข่าเกิน 90 องศา หากต้องงอเข่านานๆ ให้ค่อยๆ เปลี่ยนอิริยาบถแบบช้าๆ
    - ลดหรือควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดีหรือไม่มากเกินไป
    - บริหารกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อเข่าให้แข็งแรง เช่น ยืนแกว่งแขน โยคะ ไทเก๊ก จ๊อกกิ๊งเบาๆ แอโรบิก ยืดเหยียดกล้ามเนื้อขา
    - กินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี และแคลเซียม

    แคลเซียมกับเรื่องกระดูกและข้อ

    เซลล์กระดูกมี 3 ชนิด คือ ออสติโอบลาสต์ (Osteoblast) ทำหน้าที่สร้างเนื้อกระดูกและแคลเซียม ออสติโอไซต์ (Osteocyte) ทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียม และ ออสติโอคลาสต์ (Osteoclast) มีหน้าที่ส่งแคลเซียมออกสู่กระแสเลือด

    แคลเซียม (Calcium) เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนทุกวัยตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยความต้องการแคลเซียมต่อวันในวัยทารกอยู่ที่ 600 มิลลิกรัม เด็กโตอายุถึง 10 ปี 800 มิลลิกรัม วัยรุ่น 1,200 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่ 1,000 มิลลิกรัม วัยหมดประจำเดือน 1,500 มิลลิกรัม และผู้สูงอายุ 1,000 มิลลิกรัม

    แหล่งแคลเซียมจากอาหาร

    - จากสัตว์ เช่น ปลาร้า กุ้งแห้ง ปลาลิ้นหมา ปลากเล็กปลาน้อย ซุปน้ำต้มกระดูก นม เนย โยเกิร์ต
    - จากพืช เช่น คะน้า กระเฉด โหระพา ชะพลู ถั่วเหลือง เต้าหู ธัญพืช เห็ดหอม
    - เครื่องปรุง เช่น กะปิ พริกแห้ง ใบมะกรูด งาดำ

    วิตามินดี สิ่งจำเป็นที่ถูกมองข้าม

    เพราะเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ ละลายในไขมันได้ดี แต่ร่างกายจะยอมให้วิตามินดีผ่านร่างกายแค่ 20% เท่านั้น ที่เหลือจึงจะขับออก ดังนั้นเราต้องเติมวิตามินดีจากแสงแดดร่วมด้วย เพราะร่างกายจะกักเก็บไว้ใช้เมื่อแคลเซียมในกระแสเลือดลดลง ตับ และไตจะทำหน้าที่ขอเบิกวิตามินดีจากผิวหนังไปใช้ ซึ่งแสงแดดตอนก่อน 8 โมงเช้าและหลัง 4 โมงเย็นจะเป็นช่วงที่แดดไม่แรงแสบผิวจนเกินไป เหมาะแก่การออกไปโดนแดดบ้าง แค่ระหว่างที่เดินไปออฟฟิศ หรือเดินไปซื้อขนมก็ปล่อยให้แขนได้โดนแสงแดด เพียงอาทิตย์ละ 4 ครั้ง จะเป็นวิธีง่ายๆ ที่เพิ่มวิตามินดีให้ร่างกายได้ใช้ประโยชน์

    อย่างไรก็ตาม “โรคข้อเข่าเสื่อม” เป็นโรคด้านกระดูกและข้อที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สามารถยืดระยะให้เกิดช้าลงได้ตามข้อมูลข้างต้น ที่สำคัญ เลือกทานอาหารที่ดี มีประโยชน์และสารอาหารบำรุงร่างกาย ออกกำลังกายตามความเหมาะสม ไม่ต้องหนักหน่วงมาก แค่ขอให้ร่างกายได้ขยับ เรียกเหงื่อได้เล็กน้อยประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะเป็นวัยเก๋หรือวัยเก๋า ก็มีกระดูกที่แข็งแรงและมีสุขภาพร่างกายที่ดี ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ที่สามารถป้องกันได้แล้ว



http://www.thaihealth.or.th/

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: