ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

ประกอบอาหารปลอดภัย ให้สงฆ์ไทยไกลโรค



     จากข้อมูลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลสงฆ์ ระหว่างปี 2558 – 2560 พบว่า พระสงฆ์อาพาธเข้ามารับการรักษาด้วยโรคต่าง ๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ทั้งยังพบว่าภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการฉันอาหาร การออกกำลังกายเปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

     ดังนั้น ในการเลือกอาหารต้องคำนึงและใส่ใจสุขภาพพระสงฆ์ไทย ไม่ว่าจะซื้อหรือประกอบอาหารเอง สามารถยึดหลัก ใส่สุขภาพ เสริมข้าวกล้อง เสริมผัก เสริมปลา เสริมนม สรร-ปานะ และสรร-กิจนิมนต์ นอกจากนี้โครงการขับเคลื่อนสงฆ์ไทยไกลโรค เพื่อการดูแลโภชนาการพระสงฆ์ในระดับประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนให้เกิดโครงการขยายผลสื่อสงฆ์ไทยไกลโรคโดยมี รศ.ดร.จงจิตร อังคทะวานิช ยังได้ข้อสรุปจากโครงการในการปรุงอาหารถวายพระ ที่สะอาดและปลอดภัยต่อพระสงฆ์ ดังนี้

    1. อาหารต่างๆ ยกวางเหนือพื้น

    อาหารทุกชนิดไม่ควรวางกับพื้น เพราะจะมีสิ่งสกปรกต่าง ๆ และสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์เปรอะเปื้อนได้ ควรวางให้อาหารสูงจากพื้น อย่างน้อย 2 ไม้บรรทัด หรือ 60 เซนติเมตร ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง หรืออาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว นอกจากนี้ไม่ควรนั่งทำกับข้าวบนพื้น อาหารกระป๋องและเครื่องปรุงก็เช่นเดียวกัน สามารถวางสูงจากพื้น ไม่ต่ำกว่า 1 ไม้บรรทัด หรือ 30 เซนติเมตร

    2.แยกภาชนะใส่อาหารประเภทสุกและดิบ ให้ชัดเจน

    อาหารดิบและอาหารสุกควรแยกอกจากกัน เพื่อไม่ให้เชื้อโรคที่อยู่ในอาหารดิบปนมากับอาหารสุกที่สะอาดและพร้อมรับประทานแล้ว การแยกจึงควรแยกทั้ง ภาชนะ จาน ชาม ช้อน หม้อ มีด และโดยเฉพาะเขียง ควรแยกสำหรับอาหารดิบ อาหารสุก และผักผลไม้ออกจากกัน ถ้าแยกไม่ได้ ต้องล้างให้สะอาดก่อนใช้เขียงที่หั่นของดิบมาหั่นของสุก

    3.วัตถุดิบและอาหารที่ยังไม่ใช้ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น

    เก็บอาหารเป็นสัดส่วน แยกใส่กล่องหรือถ้วยเก็บ ซึ่งของดิบและของสุกต้องแยกกัน อาหารดิบที่ ปอก หั่น สับแล้ว และอาหารสุกที่เหลือควรเก็บไว้ในตู้เย็น โดยมีวิธีเก็บดังนี้

    - เนื้อสัตว์ควรเก็บไว้ในช่องแช่เย็นใต้ช่องแช่แข็ง
    - อาหารที่ปรุงสุก ควรเก็บไว้ช่องแช่เย็นทั่วไป อุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียส
    - ผักผลไม้เก็บไว้ที่ช่องแช่เย็นชั้นล่าง อุณหภูมิไม่เกิน 7-12 องศาเซลเซียส

    4.ล้างผักผลไม้ให้สะอาด

    การล้างผักผลไม้ให้สะอาด มีเทคนิคง่าย ๆ 3 เทคนิค เลือกได้ตามความสะดวก ดังนี้

    - ล้างผักโดยปล่อยน้ำ ไหลผ่าน ล้างให้ทั่วประมาณ 2 นาที
    - ผสมน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเปล่า 1 ลิตร จากนั้นนำผักไปแช่นาน 15 นาที
    - ผสมผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ เข้ากับน้ำ 1 กะละมัง (25 ลิตร) แช่นาน 15 นามี แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด
    นอกจากจะล้างวัตถุดิบแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘การล้างมือให้สะอาด’

    5.อาหารที่ปรุงเสร็จแล้วควรปิดภาชนะ

    อาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว ให้ปิดฝามิดชิดป้องกันแมลงและฝุ่นปนเปื้อน

    6.วัตถุดิบแต่ละประเภทเน้นสุขภาพ

    - ข้าว ควรข้าวกล้องและข้าวขาวอย่างละครึ่ง
    - ผัก ควรจัดให้เพียงพอ ใส่ผักหลากหลาย มีใยอาหารสูง
    - เนื้อสัตว์ ควรเป็นปลา หมู ไก่ ที่ไม่มัน
    - ขนม ควรเป็นนม ถั่ว โดยใช้ถั่วมาทำขนมแทนแป้งหรือกะทิ

    7.ลดกะทิและใส่นมวัวแทน

    อาหารไทยมักมีกะทิเป็นส่วนประกอบ แต่ในกะทินั้นมีไขมันอิ่มตัว ซึ่งหากได้รับมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย ควรใช้สูตรกะทิครึ่ง นมวัวครึ่ง หมายความว่า ให้ลดปริมาณกะทิลงครึ่งหนึ่ง แล้วใส่นมวัวพร่องมันเนยรสจืดแทน จะได้แคลเซียมจากนมเพิ่มขึ้นอีกด้วย

    8.รอให้อาหารเย็นลงก่อนบรรจุใส่ถุงพลาสติก
  
    ก่อนตักอาหารลงถุงควรทิ้งให้อาหารเย็นลงสักครู่หนึ่ง ไม่ควรตักอาหารทันทีขณะอาหารร้อนจัด เพราะอาหารที่อุณหภูมิสูงเกินไปจะละลายสารเคมีจากถุงพลาสติกลงสู่อาหารได้ นอกจากนี้ยังมีหลักปฏิบัติสำหรับการบรรจุอาหารประเภทต่าง ๆ ในถุงพลาสติก ดังนี้

    - การรออาหารให้เย็นลงก่อน สามารถช่วยลดอันตรายจากถุงพลาสติกได้ และควรเลือกใช้ถุงพลาสติกประเภทถุงร้อนสำหรับบรรจุอาหารปรุงสุก
    - อาหารประเภทยำ รสชาติเปรี้ยวจัด ใส่น้ำส้มสายชูมาก ไม่ควรใส่ถุงพลาสติก การปรุงอาหารที่ใส่ถุงพลาสติกให้พระสงฆ์ควรใช้มะนาวแทน และไม่ต้องปรุงเปรี้ยวจัดเพื่อความปลอดภัยของพระสงฆ์นั่นเอง

    นับว่า หลักการดังกล่าวข้างต้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในครัวเรือนไทยเพื่อสุขลักษณะที่ดีได้ ไม่ใช่เฉพาะการทำอาหารเพื่อถวายพระสงฆ์เท่านั้น หากพุทธศาสนิกชนตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอาหารประเภทไหนดี ลองเน้นใส่ผัก-ผลไม้ ซึ่งหากบริโภคให้ได้วันละ 400 กรัม ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อเรื้อรังได้



www.thaihealth.or.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: