ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

“นั่งท้ายรถกระบะ” แน่ใจแค่ไหน ว่าคุณไม่เสี่ยง?



    ล่วงเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว หลายคนเริ่มวางแผนจะขับรถออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เพื่อสัมผัสอากาศหนาว อย่างไรก็ตามการขับขี่ยานพาหนะอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุของความสูญเสีย โดยเฉพาะการนั่งโดยสารท้ายรถกระบะ ดังเช่นข่าวเหตุการณ์นักศึกษาฝึกงาน กลับจากเลี้ยงส่งฝึกงานวันสุดท้าย ขับรถกระบะด้วยความเร็ว เสียหลักพุ่งชนเสาไฟขอบทาง จนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

    ล่าสุดในวงเสวนา “ถอดรหัสโศกนาฎกรรมท้ายกระบะ ทำอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม” จัดโดย เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้หารือร่วมกันเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาดังกล่าว

    “นพ.ธนพงษ์ จินวงษ์” ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ได้วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า หากตรวจสอบจากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่กันจะพบว่า รถกระบะวิ่งมาด้วยความเร็วสูงน่าจะเกือบ 120 กม./ชั่วโมง แถมยังแซงในระยะกระชั้นชิด ทำให้แรงเหวี่ยงคนที่อยู่ท้าย มีความแรงเท่ากับตกตึก 19 ชั้น จนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจำนวนมาก

    โดยมีงานวิจัยที่ระบุถึงอัตราความเร็ว ที่ทำให้เกิดแรงเหวี่ยง เปรียบเทียบกับการตกตึก พบว่า

    - การถูกปะทะด้วยความเร็ว 60 กม.ต่อชั่วโมง เท่ากับตกตึก 5 ชั้น
    - การถูกปะทะด้วยความเร็ว 80 กม.ต่อชั่วโมง เท่ากับตกตึก 8 ชั้น
    - การถูกปะทะด้วยความเร็ว 100 กม.ต่อชั่วโมง เท่ากับตกตึก 13 ชั้น
    - การถูกปะทะด้วยความเร็ว 120 กม.ต่อชั่วโมง เท่ากับตกตึก 19 ชั้น
    - ขณะที่การขับรถด้วยความเร็ว 48 กม./ชั่วโมง หากชนคนเดินเท้าจะมีโอกาสเสียชีวิต 20 %
    - หากขับด้วยความเร็ว 64 กม./ชั่วโมง จะทำให้คนเดินเท้ามีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 90 %

    จากการศึกษาของศูนย์วิจัยอุบัติเหตุฯ โดยสอบถามผู้ที่นั่งท้ายกระบะจำนวน 200 คน ในเขต กทม.และปริมณฑล ถึงความเสี่ยงในการนั่งท้ายกระบะ พบว่า 50% หรือครึ่งหนึ่ง “รู้ว่าอันตรายแต่ไม่มีทางเลือก” ขณะที่เกือบ 1 ใน 3 หรือ 30% เห็นว่า “ไม่เสี่ยงและไม่ได้อันตราย มากกว่าการนั่งในตำแหน่งอื่น”

    นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุฯ ยังได้จำลองให้เห็นโอกาสพลิกคว่ำ โดยเปรียบเทียบรถกระบะที่ไม่บรรทุกคน น้ำหนัก 1.5 ตัน จะมีความเสี่ยงในการพลิกคว่ำ 12% แต่ถ้าบรรทุกคน 10 คน หนักคนละ 60 กก. เสี่ยงต่อการพลิกคว่ำ 28% หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่า และถ้าคนในท้ายกระบะยืนขึ้น จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการพลิกคว่ำขึ้นไปอีก 4 เท่า เมื่อเทียบกับไม่มีการบรรทุกคน

    “สอดคล้องกับผลการศึกษาในสหรัฐฯ ยืนยันความเสี่ยงที่ผู้โดยสารนั่งกระบะหลังจะเสียชีวิตมีมากกว่าผู้โดยสารตอนหน้า ที่คาดเข็มขัดนิรภัยถึง 8 เท่า กรณีที่เกิดขึ้นล่าสุด พบว่ามีความเสี่ยง ได้แก่ ดื่ม/เมาขับ ขับเร็ว คึกคะนอง และบรรทุกท้ายกระบะจำนวนมาก”

    สำหรับทางออกของปัญหาเรื่องนี้ คือ

    - รณรงค์ห้ามนั่งท้ายกระบะกำหนดให้โฆษณารถกระบะ ต้องระบุความเสี่ยงของการนั่งท้ายกระบะ
    - การนั่งใน space cab ต้องติดตั้งโครงยึดเกาะในกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้
    - เข้มงวดให้บรรทุกไม่เกิน 6 คน
    - ขับไม่เร็วเกิน 80 กม./ชม.
    - หน่วยงานองค์กร โรงงานต่างๆ ต้องมีมาตรการ กำกับดูแลไม่ให้มีการนั่งท้ายกระบะ หรือถ้าจำเป็นควรมีเงื่อนไขด้านความปลอดภัย เช่น มีโครงยึดเกาะ ใช้ความเร็วตามกำหนด รถมีการ ตรวจสภาพพร้อมใช้ มีประกันภัย ฯลฯ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องมีข้อกำหนดให้ทุกครั้งที่มีงานรื่นเริงและมีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    - งานรื่นเริงต้องตั้งจุดตรวจป้องปรามเมื่อมีการบรรทุกท้ายกระบะเกิน 6 คน ตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ และหากเกิดอุบัติเหตุควรมีการเจาะเลือดตรวจวัด ภายใน 1-2 ชั่วโมง

    รู้หรือไม่ว่า การขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะจาก 2 สาเหตุหลักคือ

    1. การเพิ่มความเร็ว

    การเพิ่มความเร็ว ต้องเพิ่มระยะหยุดรถ เมื่อเราขับรถเร็วขึ้น 2 เท่า เราจําเป็นต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า!!

    “การหยุดรถจะใช้ระยะทางมากน้อยขึ้นอยู่กับว่า รถวิ่งมาด้วยความเร็วเท่าใด และคนขับสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้ไวเพียงใด เพราะระยะเวลาเฉลี่ยในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ (ตั้งแต่รับรู้เหตุการณ์จนกระทั่งยกเท้าแตะที่เบรก) อยู่ที่ประมาณ 2 วินาทีเท่านั้น”

    ตัวอย่างเช่น เมื่อขับรถมาด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. และมีความจําเป็นต้องเบรกกระทันหัน ก่อนที่คนขับจะได้แตะเบรก รถยังคงวิ่งต่อไปอีก 34 เมตร (ในช่วงเวลาที่คนขับคิดตอบสนองต่อเหตุการณ์) และใช้ระยะทางอีก 21 เมตร ในการห้ามล้อก่อนที่รถจะหยุด รวมระยะทางที่ใช้ในการหยุดรถทั้งสิ้น 55 เมตร หรือถ้าขับขี่มาด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. ต้องใช้ระยะทางทั้งหมดอย่างน้อย 116 เมตร ก่อนที่รถจะหยุดนิ่ง 2 วินาที!!

    2. การใช้ความเร็ว

    การใช้ความเร็วมีความสัมพันธ์กับโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ และความรุนแรงที่เกิดขึ้น

    > ยิ่งเร็ว ก็ยิ่งหยุดยาก เมื่อเพิ่มความเร็วจาก 32 กม./ชม. เป็น 112 กม./ชม. หรือ 3.5 เท่า จะต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า ดังนั้น ถ้ารถคันหน้าเบรคกระทันหัน คนเดินถนนหรือสัตว์วิ่งตัดหน้ารถ รถที่วิ่งเร็วมากก็เสี่ยงมากต่อการชน

    > ยิ่งเร็วยิ่งเจ็บหนัก เมื่อความเร็วมากกว่า 80 กม./ชม.ขึ้นไป ถ้าชนกัน จะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่า การชนกันที่ความเร็ว 40 กม./ชม. ถึง 15 เท่า และความเร็วเพิ่มทุกร้อยละ 10 จะเพิ่มแรงปะทะร้อยละ 21 และเพิ่มความรุนแรงของอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 46

    > ชะตากรรมคนเดินถนนก็ขึ้นกับความเร็ว เมื่อถูกรถชนคนเดินถนนจะมีโอกาสเสียชีวิตเพียงร้อยละ 5 หากถูกชนที่ความเร็ว 32 กม./ชม. แต่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 45 หากถูกชนที่ความเร็ว 48 กม./ชม. และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 85 หากถูกชนที่ความเร็ว 64 กม./ชม.

    สาเหตุของการขับขี่ยานพาหนะอย่างรวดเร็วนั้น เนื่องมาจากหลายสาเหตุทั้งความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน จนต้องเพิ่มความเร็วในการขับขี่ หรือมาจากประสิทธิภาพของยวดยานพาหนะที่ดีขึ้น ผู้ขับขี่หลายคนจึงเผลอเร่งความเร็วมากเกินไป จนสูญเสียการควบคุม กลายเป็นอุบัติเหตุในที่สุด

    เรายังมีโอกาสลดความเสี่ยง ในการสูญเสียจากอุบัติเหตุได้อีกมาก หากใช้ความเร็วในการขับขี่อย่างมีสติ สสส. รณรงค์ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย เพื่อจะไม่ต้องมีเหยื่อหรือผู้สูญเสียรายต่อไปอีก


www.thaihealth.or.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: