ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

ถอดรหัส 7E ลดอุบัติเหตุ



    ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 เทศกาลแห่งวันหยุดยาว หลายคนกลับบ้านต่างจังหวัด และหลายคนถือโอกาสในช่วงนี้ท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูงและครอบครัว เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลและเร่งรณรงค์อยู่สม่ำเสมอ คือ อุบัติเหตุบนท้องถนน

    ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2563 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 7 วันของการรณรงค์ปีใหม่ (27 ธ.ค.62 – 2 ม.ค.63) พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 3,421 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 373 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 3,499 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 6 จังหวัด ได้แก่ ตราด พะเยา แม่ฮ่องสอน ยะลา ลำพูน และสตูล

    โดยพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด ได้แก่ ไม่สวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 56.12 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 22.49 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.97 รถปิคอัพ ร้อยละ 6.81 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง 63.37 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 39.02 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 – 20.00 น. ร้อยละ 26.28

    อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เป็นหนึ่งในอำเภอที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นอำเภอต้นแบบการจัดการความปลอดภัยทางถนน ที่สสส. ได้สนับสนุนมีคณะทำงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด (สอจร.) โดยอำเภอนาโยง มีถนนสายหลักที่สำคัญ คือ ถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่มียานพาหนะสัญจรกว่าวันละ 20,000 คัน

    ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้อำเภอนาโยง ต้องประสบกับปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยความร่วมมือของหลายภาคส่วน เกิดการบูรณการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ทำให้สามารถลดผู้เสียชีวิตในปี 2559 จาก 16 ราย เหลือ 9 รายในปี 2562 (ม.ค.-พ.ย.) และยังลดอุบัติเหตุในจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุสูงได้อย่างมีนัยสำคัญ ศูนย์จัดการความปลอดภัยทางถนนอำเภอนาโยง ดำเนินการขับเคลื่อนสร้างความปลอดภัยทางถนนในระดับพื้นที่ โดยได้ดำเนินการตามแนวทางประชารัฐ กลไกการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เช่น หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา โดยใช้วิธี 7E ในการมุ่งสู่ผลลัพธ์ ได้แก่

    1.Empower การบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งในระดับพื้นที่และนอกพื้นที่

    2.Evaluation การนำข้อมูลต่างๆมาประเมิน เพื่อบ่งชี้ถึงการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และนำไปสู่การหามาตรการในการป้องกัน ได้แก้ไขปัญหาอุบัติเหตุได้อย่างตรงจุด
 
    3.Engineering วิศวกรรมความปลอดภัยทางถนน เพื่อยกระดับ คน พาหนะ สิ่งแวดล้อม ให้ปลอดภัย

    4.Enforcement คือการใช้ระบบกฎหมายของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อมุ่งลดความเสี่ยงในการก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนเป็นสำคัญ

    5.Education คือการให้ความรู้ สร้างความตระหนัก ปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยง

    6.Environment คือการปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการสภาพแวดล้อม ก่อให้เกิดการสัญจรที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

    7.Emergency คือความพร้อมของระบบการแพทย์ เพื่อรองรับการเกิดอุบัติเหตุ

    นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้มีโอกาสสนับสนุนเรื่องการสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับภาคีเครือข่าย ทั้ง สอจร. ศปถ. หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่ายภาคสังคมที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญ คือต้องการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทางถนน ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ การเสียชีวิต ให้ลดลงได้ตามเป้าหมายที่ได้มีการวางเอาไว้ โดย สนับสนุนงานวิชาการ ให้ภาคีไปดำเนินการสำรวจหรือวิจัยเรื่องของสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุและความสูญเสียที่เกิดขึ้น เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ทั้งการสื่อสารสาธารณะ และด้านที่จะให้ภาคีนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์การทำงานในพื้นที่ รวมทั้งการที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์เรื่องของการผลักดันในเชิงมาตรการหรือเชิงนโยบาย

    “สนับสนุนภาคีเครือข่ายในการรณรงค์เรื่องการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุในพื้นที่ต่างๆ เพื่อไปสร้างกิจกรรมในพื้นที่ในการรณรงค์ให้เคารพกฎจราจร เคารพกฎหมาย และเกิดวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัยในการที่จะป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น” นายวิเชษฐ์ กล่าว

    ร.ต.อ.ปรีชา ศรีเมือง เลขานุการศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอนาโยง กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุย่อมตามมาด้วยความสูญเสีย เสียเวลา เสียทรัพย์สิน บาดเจ็บพิการ เสียชีวิต จึงเป็นที่มาของโครงการร่วมเสริมสร้างการสวมหมวกนิรภัย สู่อำเภอปลอดภัยอย่างยั่งยืน สนับสนุน โดย สสส. เพราะรถจักรยานยนตร์เป็นพาหนะที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตมากที่สุด สวนทางกับอัตราการสวมใส่หมวกนิรภัย ซึ่งไม่คงที่ขึ้นอยู่กับการใช้กฎหมายของตำรวจฝ่ายจราจร โดยมีเป้าหมายของโครงการ เพื่อส่งเสริมให้ทุกหน่วยในพื้นที่ดำเนินการมีบทบทในการสร้างเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย เข้าใจ และรับรู้ถึงความปลอดภัย เมื่อสวมหมวกนิรภัย จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งได้ก่อให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวาง ปลุกกระแส นำไปสู่การขยายผล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อมุ่งหวังให้อัตราการสวมใส่หมวกนิรภัยเพิ่มขึ้น จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ลดลงอย่างยั่งยืนต่อไป

    นายวิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กเล็กคือจุดเริ่มต้น หากเราปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัยจราจร เมื่อเขาโตขึ้นสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไป สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ตัวเลขของการสวมหมวกกันน็อก ปี 2559 ประมาณ 30 % แต่หลังจากที่มีการรณรงค์ ปรากฏว่าตัวเลขในการสวมหมวกกันน็อกเพิ่มขึ้นอย่างเท่าตัว นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งในความสำเร็จ ต้องช่วยๆกันในการรณรงค์สวมหมวกกันน็อก และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลละมอ เป็นต้นแบบ ความปลอดภัยทางถนน ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างการสวมหมวกนิรภัยทางถนนอย่างยั่งยืน

    นับว่าเรื่องความปลอดภัยของอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นสิ่งที่รณรงค์กันอยู่ต่อเนื่อง เหนือสิ่งอื่นใดคือ การเริ่มต้นที่ตนเอง เคารพกฎจราจร สวมหมวกกันน็อกและคาดเข็มขัดนิรภัย ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เราทุกคนสามารถให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ได้แล้ว



www.thaihealth.or.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: