Facebook Twitter
gPlus 

แม่และเด็ก

ดูแลชีวิตเล็กๆ ในตู้อบ” แนวทางเพิ่มโอกาสรอดชีวิตทารกแรกเกิด

ดูแลชีวิตเล็กๆ ในตู้อบ” แนวทางเพิ่มโอกาสรอดชีวิตทารกแรกเกิด



    นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ผู้หญิงหนึ่งคนยอมละทิ้งทุกอย่าง เพื่อดูแลทะนุถนอมให้ชีวิตน้อยๆ ให้ค่อยๆ สร้างพัฒนาการจนเติบใหญ่ในครรภ์ตลอด ๔๐ สัปดาห์ เพื่อให้ลูกน้อยได้ลืมตาดูโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ครบ ๓๒ ประการ

    นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่า “จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ในภูมิภาคอาเซียน สาเหตุการตายของเด็กอายุต่ำกว่า ๕ ปี ร้อยละ ๗๒ มาจากการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งมักมีภาวะพิการแต่กำเนิดร่วมด้วย โดยประเทศไทยในแต่ละปีมีทารกเกิดใหม่ปีละ ๗๐๐,๐๐๐ คน เป็นทารกเกิดก่อนกำหนดประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน และยังพบภาวะพิการแต่กำเนิดถึง ๓% อาทิ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะแขนขาพิการ ปากแหว่งเพดานโหว่ กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม และภาวะน้ำคั่งในสมองแต่กำเนิด เป็นต้น นับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เสียชีวิต ซึ่งทารกกลุ่มนี้ต้องเข้ารับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดภายในควบคุมอุณหภูมิร่างกายทารกเรียกสั้นๆ ว่า “ตู้อบ

     ปัจจุบัน สถาบันฯ มีตู้อบเพียง ๖๕ ตู้ ซึ่งใช้งานมาเกิน ๑๒ ปีกว่าๆ ถึง ๒๕ ตู้ โดยใช้ตู้อบจำนวน ๔๕ ตู้ในใช้ดูแลทารกที่ไม่มีการเจ็บป่วยรุกรามมากนัก และตู้อบอีก ๑๐ ตู้ ในการดูแลทารกภาวะวิกฤตที่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์มากมาย เพราะทารกกลุ่มนี้มักมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ อาทิ ภาวะปอดไม่สมบูรณ์ ทำให้หยุดหายใจ ภาวะโรคปอดเรื้อรัง ปัญหาลำไส้ การติดเชื้อในกระแสเลือด การมองเห็น การได้ยิน รวมทั้งพัฒนาการโดยรวมและน้ำหนักตัวที่น้อยของทารก เป็นต้น ซึ่งบางรายอาจต้องดำเนินการผ่าตัดหรือช่วยชีวิตทารกอย่างเร่งด่วน”

    ข้อดีตู้อบสมัยใหม่ เพื่อช่วยเหลือทารกคลอดก่อนกำหนด มีคุณสมบัติดังนี้

    1. มีระบบควบคุมอุณหภูมิทารก ทั้งวิธีใช้ อุณหภูมิกาย (skin mode) หรือใช้อุณหภูมิสิ่งแวดล้อมในตู้อบ (air mode)
    2. มีระบบปรับความชื้น (humidity) ให้เหมาะสมกับน้ำหนักและอายุครรภ์ทารก
    3. มีระบบการชั่งน้ำหนักทารก และสามารถเก็บบันทึกเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของทารกได้ โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายทารก ทั้งนี้เพราะทารกวิกฤตมักจะมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตติดตามตัวมากมายหลายชนิด การเคลื่อนย้ายทารกอาจทำให้เกิดอันตรายได้
    4. Incubator with radiant warmer มี ๒ ระบบ คือ เป็น incubator และ เปิดฝาตู้อบขึ้น จะสามารถเปลี่ยนเป็น radiant warmer (เครื่องให้ความอบอุ่นสำหรับทำหัตการ)ได้ ทำให้ไม่ต้องเคลื่อนย้ายทารกออกจากตู้อบเพื่อทำหัตถการต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มทารกน้ำหนักน้อยซึ่งมีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนจากภาวะตัวเย็นได้
    5. มีไฟส่องขณะทำหัตถการต่างๆที่สำคัญ เช่น การใส่สายสวนสะดือ การใส่สายสวนหลอดเลือด
    6. ใช้ระบบ touch screen ในการตั้งค่าต่างๆ และมีระบบเก็บข้อมูลสามารถเปิดดูย้อนหลังได้ ซึ่งนับเป็นผู้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของทารกได้

    การควบคุมอุณหภูมิกายของทารกเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ทารกที่บอบบางต้องได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิร่างกายที่ไม่คงที่ ตู้อบจะช่วยควบคุมอุณหภูมิทารกให้คงที่ โดยที่แพทย์จำเป็นต้องสังเกตอาการของทารกที่นอนในตู้อบ โดยไม่ใส่เสื้อ ตลอดจนการให้อาหารทางสายในทารกตัวน้อยที่ยังดูดกลืนไม่เป็น แพทย์ก็ต้องสังเกตการรับนมทางหน้าท้อง และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างใกล้ชิด จนกระทั่งทารกมีความพร้อม สามารถหายใจได้เอง ไม่หอบ น้ำหนักตัวดีขึ้น สามารถดูดกลืนเองได้ดี ออกจากตู้อบและอุณหภูมิตามปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งให้แม่ได้ฝึกเลี้ยงทารกจนมั่นใจว่าสามารถดูแลที่บ้าน ติดตาม และนัดตรวจสุขภาพร่างกาย ทุก ๑-๒ สัปดาห์ เพื่อติดตามและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

    ดูแลและป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

    แม้ว่าความเจริญทางการแพทย์จะสามารถช่วยให้เด็กที่คลอดออกมาก่อนกำหนดมีชีวิตอยู่รอดได้มากขึ้นกว่าในอดีต แต่ก็ยังพบว่ามีทารกอีกจำนวนมากที่มีความพิการหรือเสียชีวิต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องป้องกันไว้ก่อน ดังนี้

    1. ส่งเสริมสุขภาพของคุณแม่ให้ดีก่อนการตั้งครรภ์ และเมื่อตั้งครรภ์แล้วควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อฝากครรภ์และปฏิบัติตนตามที่ได้รับคำแนะนำ รวมถึงไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งอย่างสม่ำเสมอ
    2. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง อาทิ งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงความเครียด ลดการทำงานหนักหรือออกกำลังกายเป็นเวลานานๆ หรือยกของหนัก และไม่เดินทางไกลโดยไม่จำเป็น
    3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างสมดุล เพราะจากการศึกษาที่พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์น้อยหรือมีภาวะขาดสารอาหาร และมีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวน้อยตลอดการตั้ง ครรภ์ จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการคลอดก่อนกำหนด
    4. เสริมแคลเซียมเพื่อช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและอาการแทรกซ้อนจากภาวะครรภ์เป็นพิษได้แล้ว การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอในแต่ละวันยังช่วยป้องกันการคลอดก่อนกำหนดในผู้หญิงที่มีประวัติหรือมีความเสี่ยงสูง รวมทั้งดื่มน้ำให้ได้วันละ ๘ แก้วเป็นอย่างต่ำ เพื่อรักษาความชุ่มชื่นของร่างกาย
    5. รับประทานวิตามินที่จำเป็นระหว่างตั้งครรภ์
    6. ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ไม่อั้นปัสสาวะเพราะการอั้นปัสสาวะบ่อย ๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้
    7. ระวังเรื่องน้ำหนักตัว น้ำหนักตัวของคุณแม่ในระหว่างตั้งครรภ์ที่เพิ่มมากเกินไปหรือน้อยเกินไป อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้คุณแม่คลอดลูกก่อนกำหนดและลูกที่มีน้ำหนักตัวน้อยได้ คุณแม่จึงควรมีการเพิ่มน้ำหนักขึ้นในระดับที่เหมาะสม
    8. พยายามหลีกเลี่ยงหรืองดการมีเพศสัมพันธ์
    9. การใช้ยาลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อมดลูกตามที่สูติแพทย์แนะนำ หรือตรวจคัดกรองเพื่อดูว่าคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดหรือไม่




โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก)

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน